TARADTHONG.COM
กันยายน 22, 2020, 05:59:23 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ตลาดทองดอทคอม
 
  หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

Copy Code


  แสดงกระทู้
หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10
121  สมาชิก VIP / General Discussion / World Today: สรุปข่าวต่างประเทศประจำวันที่ 4 มิถุนายน 2553 เมื่อ: มิถุนายน 04, 2010, 05:17:59 PM
World Today: สรุปข่าวต่างประเทศประจำวันที่ 4 มิถุนายน 2553

 

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 4 มิถุนายน 2553 16:46:38 น.
กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนประชาชนที่ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่แล้ว ลดลง 10,000 คน มาอยู่ที่ระดับ 453,000 คน ซึ่งสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ และทำสถิติปรับตัวลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 2 ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานของสหรัฐกำลังฟื้นตัวขึ้น

-- กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 28 พ.ค. ร่วงลง 1.9 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 363.2 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงเพียง 100,000 บาร์เรล
-- ธนาคารกลางเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรกปีนี้ ขยายตัวในอัตรา 2.1% จากไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว และหากเทียบเป็นรายปี จีดีพีไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวในอัตรา 8.1%

-- รัฐสภาญี่ปุ่นได้อนุมัติให้นายนาโอโตะ คัง หัวหน้าพรรคดีพีเจคนใหม่เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศแล้วในการประชุมวันนี้ โดยนายกฯคนใหม่ของญี่ปุ่นจะตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในสัปดาห์หน้า จากเดิมที่มีการคาดการณ์ว่า จะมีการฟอร์มครม.ชุดใหม่ในวันนี้
-- เนื่องในวาระครบรอบ 21 ปีของเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน นายหม่า อิง จิว ประธานาธิบดีไต้หวัน ออกโรงกระตุ้นให้จีนเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ ยอมรับคุณค่าของประชาธิปไตย และอุดช่องว่างด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างช่องแคบไต้หวัน
-- รัฐบาลสหรัฐเรียกเก็บเงินกว่า 69 ล้านดอลลาร์จากบริษัท บีพี พีแอลซี เพื่อชดใช้ค่าเสียหายจากเหตุน้ำมันรั่วในอ่าวเม็กซิโก ขณะที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา เตรียมเดินทางไปยังพื้นที่เกิดเหตุเป็นรอบที่ 3
-- ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้ตัดสินใจเลื่อนแผนการเดินทางเยือนออสเตรเลียและอินโดนีเซียที่กำหนดไว้ในเดือนนี้ และไม่ได้มีการเปิดเผยสาเหตุของการเลื่อนการเดินทางครั้งนี้
-- บีพี บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอังกฤษประกาศสำรองเงิน 360 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้สร้างเกาะกลางทะเลเพื่อกันมิให้น้ำมันที่รั่วไหลอยู่ในอ่าวเม็กซิโกไหลเข้าสู่พื้นที่ชายฝั่ง
-- เกาหลีใต้และสหรัฐได้ตัดสินใจเลื่อนการซ้อมรบทางทะเลร่วมกันออกไปอีก 2-3 สัปดาห์ จากกำหนดการเดิมในสัปดาห์หน้า เนื่องจากสหรัฐต้องการเตรียมความพร้อมมากกว่านี้
-- สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) คาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมสายการบินทั่วโลกจะฟื้นตัวขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ เพระได้แรงหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจนอกเขตแดนยุโรป
--อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย สุนิตา พรรณรักษา
 
122  สมาชิก VIP / General Discussion / ทองคำแกว่งขึ้นลง นักลงทุนอยากลงทุนที่เสี่ยงมากขึ้น เมื่อ: มิถุนายน 04, 2010, 10:42:24 AM
ข่าว ตลาดทองคำJune 4, 2010
ทองคำแกว่งขึ้นลง นักลงทุนอยากลงทุนที่เสี่ยงมากขึ้น
เดอะ สตรีท(นิวยอร์ก) – ราคาทองคำได้ร่วงลงเนื่องจากนักลงทุนแห่เทขายและเข้าซื้อหุ้นแทน
          ตลาดโคเม็กซ์ ราคาทองคำส่งมอบเดือนส.ค.ร่วงลง $3.40 ที่ $1,219.20 ต่อออนซ์ ราคาทองคำวันพฤหัสบดี ซื้อขายสูงสุดที่ราคา $1,226.50 ต่ำสุดที่ $1,216.50 ดัชนีค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ $86.76 ขณะที่ค่าเงินยูโรเพิ่มขึ้น 0.01% ที่ 0.01% ที่ $1.22 เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ และราคาทองคำเมื่อวันพฤหัสได้ร่วงลงกว่า $6 สอดคล้องกับดัชนีทองคำของคิทโก้
          จากที่ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมของดาวน์โจนส์ได้ร่วงลงไปกว่า 8% ในเดือนพ.ค.นักลงทุนหลายคนได้เข้ามาช้อนซื้อและเป็นการทำกำไรจากทองคำในอีกทางหนึ่งซึ่งเพิ่มขึ้นมา 2% ในเดือนพ.ค.เหมือนกัน
นอกจากนี้ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐมีท่าทีที่ดีขึ้นโดยเดือนพ.ค.มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 55,000 คนซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ และจะส่งผลดีต่อรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรที่จะประกาศภายในวันศุกร์นี้ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดการย้ายการลงทุนจากตลาดทองคำออกไป ทองคำไม่เป็นเพียงแค่หนึ่งสิ่งที่ได้รับผลกระทบจากความอยากลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ยังรวมไปจนถึงพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐได้ร่วงลงไปกว่า 3.34% เนื่องจากนักลงทุนย้ายเงินลงทุนออกไป
          อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงมีการป้องกันความเสี่ยงโดยใช้ทองคำอยู่ โดยกองทุน SPDR ได้มีการถือครองทองคำเพิ่มขึ้นอีก 0.60 ตันในสัปดาห์นี้ ซึ่งเดือนพ.ค.ที่ผ่านมาการถือครองทองคำของกองทุนได้เพิ่มขึ้นกว่า 10% ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนยังคงมีการลงทุนเผื่อเอาไว้เพื่อความปลอดภัย  ราคาหน่วยลงทุนของกองทุนได้ร่วงลง 0.55% ที่ $119.12
          นายเจมส์ มัวร์ นักวิเคราะห์จาก thebulliondesk.com กล่าวว่า “ราคาทองคำถูกบีบให้แกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบๆจนเมื่อเช้าวันนี้ได้มีการเทขายออกมาแล้วไปลงทุนในตลาดที่มีความเสี่ยงกว่า แต่แรงซื้อก็ยังคงมีต่อเนื่องโดยนักลงทุนยังคงกระจายความเสี่ยงจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและวิกฤตการณ์หนี้”
 
03-06-2010 09.50 AM EDT ที่มา Bloomberg
แปลข่าวโดยทีมวิเคราะห์ทองคำ MTS Gold
123  สมาชิก VIP / General Discussion / ราคาทองคำร่วงจากการคาดการณ์ตัวเลขการจ้างงานสดใส เมื่อ: มิถุนายน 04, 2010, 10:41:12 AM
MTS GoldHot Newsข่าว ตลาดทองคำข่าว เศรษฐกิจ การเงินประชาสัมพันธ์จากแม่ทองสุกPremium NewsSign Up MTS   ข่าว ตลาดทองคำJune 4, 2010

ราคาทองคำร่วงจากการคาดการณ์ตัวเลขการจ้างงานสดใส
ตลาดนิวยอร์ก, 3 มิถุนายน – ราคาทองคำร่วงลงเป็นวันที่สองเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา โดยนักลงทุนมีการเทขายทำกำไรเนื่องจากความเป็นไปได้ที่ว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรจะมีการประกาศออกมาในวันศุกร์จะมีผลออกมาสดใส ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ลดความต้องการทรัพย์สินที่ค่อนข้างมีความปลอดภัย
จากการที่ตลาดการจ้างงานมีการปรับตัวดีขึ้นสิ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจมีทิศทางที่สดใสจากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆที่ออกมาค่อนข้างสดใสในช่วงต้นสัปดาห์ทำให้ความต้องการทองคำลดลงและนักลงทุนมีการเทขายทำกำไรอย่างน้อยก็ในสหรัฐฯ
ราคาทองคำมีการร่วงลงแตะที่ระดับ $1,205.05 ต่อออนซ์ในช่วงบ่ายของการซื้อขาย จากระดับ $1,224.30 ต่อออนซ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมาโดยในช่วงต้นสัปดาห์มีการทำระดับสูงสุดอยู่ที่ระดับ $1,230.60 ต่อออนซ์
ราคาทองคำส่งมอบเดือนสิงหาคมมีการปิดตัวร่วงลง $12.60 หรือ 1.3% ซึ่งปิดที่ระดับต่ำกว่า $1,210.0 ต่อออนซ์ จากการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ออกมาค่อนข้างสดใส และตลาดอื่นๆค่อนข้างมีความผันผวนที่น้อยลง ทำให้นักลงทุนมีการเข้าหาทรัพย์สินที่ปลอดความเสี่ยง
นักวิเคราะห์ได้มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรจะออกมาเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 513,000 ราย ซึ่งสิ่งนี้อาจจะทำให้กระตุ้นค่าเงินดอลลาร์และทำให้ความต้องการทรัพย์สินที่ปลอดภัยลดน้อยลง หากตัวเลขออกมาเช่นนั้นจริงอาจจะทำให้เกิดการเทขายทองคำเพื่อทำกำไรก็เป็นได้และนำเงินเข้าลงทุนในตลาดที่มีความเสี่ยงอย่างเช่นตลาดหุ้น
 
2010-06-03 20:50:29 GMT จาก Reuters
แปลข่าวโดยทีมวิเคราะห์ทองคำ MTS Gold
124  สมาชิก VIP / General Discussion / ดูแลรถติดก๊าซ เมื่อ: มิถุนายน 02, 2010, 11:57:32 AM
ดูแลรถติดก๊าซ

ดูแลรถติดก๊าซ (Lisa)

          รักจะใช้เชื้อเพลิงระบบก๊าซก็ต้องรู้จักดูแลให้ถูกต้องด้วยนะ  และนี่คือบางเรื่องที่ควรใส่ใจสำหรับรถติดก๊าซ

          กรองอากาศ หากใช้ระบบดูดควรทำความสะอาดทุก ๆ สัปดาห์ เนื่องด้วยหากกรองอากาศตัน เครื่องยนต์พยายามที่จะดูดอากาศเข้าไปไม่ได้ก็จะไปดูดก๊าซแทน ทำให้ส่วนผสมระหว่างก๊าซกับอากาศผิดไปทำให้เปลืองก๊าซมากขึ้น และอาจทำให้เครื่องยนต์ดับได้เมื่อเหยียบเบรกหรือชะลอความเร็ว

          หัวเทียน หากหัวเทียนเสื่อมสภาพจะทำให้เครื่องยนต์เดินได้ไม่เรียบเวลาเดินเบา หรืออาจเกิด Back Fire ได้ ซึ่งอันตรายมาก จึงควรเปลี่ยนหัวเทียนตามอายุการใช้งาน

          การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หากใช้น้ำมันเครื่องเกรดเดิมที่เคยใช้อยู่ ก็ลดระยะทางในการเปลี่ยนถ่ายลงสักหน่อย เช่น เคยเปลี่ยนถ่ายทุก 5,000 กม. ก็ลดลงมาให้เหลือสัก 4,000 กม. เนื่องจากเครื่องยนต์ที่เผาไหม้ก๊าซจะเกิดกรดมากกว่าการเผาไหม้ด้วยน้ำมัน ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมและเกิดการเสียหายกับเครื่องยนต์ก็ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องให้บ่อยขึ้น แต่หากใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณสมบัติดีกว่าเดิมก็สามารถเปลี่ยนถ่ายตามระยะปกติที่เคยทำได้

          ระบบน้ำหล่อเย็น ควรตรวจดูให้บ่อยขึ้น เนื่องด้วยอาจมีการรั่วตามจุดที่ติดตั้งอุปกรณ์ก๊าซได้ และที่สำคัญความร้อนจากการเผาไหม้ก๊าซจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากเดิมเล็กน้อย ทำให้น้ำระเหยได้เร็วขึ้นด้วย

          การรั่วของระบบก๊าซ อันนี้ถ้าทำได้บ่อยก็จะดีมาก โดยทุก 3 เดือนควรมีการตรวจเช็กระบบก๊าซกันสักครั้ง

          ปรับจูนการทำงานของหม้อต้ม เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานเป็นไปอย่างดีอยู่เสมอ ควรมีการปรับจูนระบบก๊าซอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง เพื่อให้ใช้งานได้อย่างสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น
125  สมาชิก VIP / General Discussion / ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ข่าวอิสราเอลโจมตีเรือบรรเทาทุกข์ หนุนทองคำปิดพุ่ง $11.90 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2010, 11:34:14 AM
ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ข่าวอิสราเอลโจมตีเรือบรรเทาทุกข์ หนุนทองคำปิดพุ่ง $11.90

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 2 มิถุนายน 2553
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดทะยานขึ้นแข็งแกร่งเมื่อคืนนี้ (1 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนแห่ซื้อทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หลังจากเกิดเหตุการณ์กองกำลังทหารอิสราเอลโจมตีเรือลำเลียงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่มุ่งหน้าสู่ฉนวนกาซ่า จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย รวมทั้งวิกฤตการณ์การเงินที่มีแนวโน้มว่าจะลุกลามไปทั่วยุโรป
 
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สัญญาทองคำ COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค.ปิดที่ 1,226.90 ดอลลาร์/ออนซ์ พุ่งขึ้น 11.90  ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,230.60 - 1,211.60 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ค.ปิดที่ 18.551 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 21.90 เซนต์

ส่วนสัญญาพลาตินัมเดือนก.ค.ปิดทรงตัวอยู่ที่ 1,549.40 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.ปิดที่ 462.15 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 1.30 ดอลลาร์

นักลงทุนเข้าถือครองทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยกองกำลังทหารอิสราเอลโจมตีเรือลำเลียงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่มุ่งหน้าสู่ฉนวนกาซ่า จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย ส่งผลให้นานาประเทศ รวมทั้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติออกมาประมาณการกระทำดังกล่าว

นอกจากนี้ นักลงทุนยังมองว่าทองคำเป็นแหล่งการลงทุนที่ปลอดภัยในยามที่ยุโรปยังคงเผชิญกับวิกฤตการณ์การเงิน โดยเมื่อวานนี้ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เตือนว่า ธนาคารพาณิชย์ในยูโรโซนอาจเผชิญปัญหาเงินกู้หนี้สูญจำนวนมากในปีนี้และปีหน้า ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) รายงานว่า อัตราว่างงานใน 16 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร หรือยูโรโซน ปรับตัวสูงขึ้นแตะ 10.1% ในเดือนเม.ย. ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ หรือนับตั้งแต่ปี 2541

กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้ถือครองทองคำแท่งที่ระดับ 1,267.930 ตันเมื่อวันที่ 31 พ.ค. ซึ่งทรงตัวจากวันที่ 27 พ.ค.

--อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช
126  สมาชิก VIP / General Discussion / อีซีบีเตือนรับอีกดอกวิกฤติยุโรป เมื่อ: มิถุนายน 02, 2010, 11:33:42 AM
อีซีบีเตือนรับอีกดอกวิกฤติยุโรป

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศเตือนว่า ธนาคารในยูโรโซนอาจจะต้องเผชิญหน้ากับหนี้สูญระลอกสอง ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1.95 แสนล้านยูโร หรือประมาณ 7.7 ล้านล้านบาท ในช่วง 18 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ อีซีบีระบุว่าธนาคารในยูโรโซนจำเป็นต้องสำรองหนี้สงสัยจะสูญ 90,000 ล้านยูโร ในปีนี้ และอีก 1.05 แสนล้านยูโร ในปี 2554 หลังจากตัดบัญชีหนี้สูญไปแล้ว 2.83 แสนล้านยูโร ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา

โดยอีซีบีเริ่มต้นเข้าซื้อพันธบัตรกรีซ โปรตุเกส และสเปน ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อลดกังวลในตลาดตราสารหนี้ และสนับสนุนมาตรการสร้างเสถียรภาพเงินยูโรวงเงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ ของสหภาพยุโรปกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) โดยได้ซื้อพันธบัตรไปแล้ว 35,000 ล้านยูโร จนถึงวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา นอกจากนั้น อีซีบียังยอมรับว่าความตึงเครียดของด้านหนี้สินของยูโรโซนทำให้อีซีบีอาจจะต้องเลื่อนเวลาการถอนปฏิบัติการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำออกไปเพื่อช่วยให้ธนาคารผ่านพ้นวิกฤติการเงินในครั้งนี้ไปได้ ทั้งนี้ นายมาริโอ ดราจี สมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายของอีซีบี กล่าวเตือนว่า มาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลยุโรปอาจจะทำลายการฟื้นตัวของโลก

ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเหวินเจียเป่าของจีน ระบุว่า ขณะนี้ปัญหาการควบคุมหนี้สินของยุโรปเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และอาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง โดยการระบุของนายเหวินนี้ เกิดขึ้นหลังจากฝรั่งเศสออกมายอมรับว่า ประสบความยากลำบากในการรักษาความน่าเชื่อถือระดับสูงสุดของประเทศ และนายเหวินได้แสดงความคิดเห็นว่า ดูเหมือนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะรู้ว่าวิกฤติหนี้ของรัฐบาลบางประเทศในยุโรปสิ้นสุดแล้วหรือไม่ และอาจจะถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปได้ ทำให้ขณะนี้เร็วเกินไปที่จีนจะถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ.
127  สมาชิก VIP / General Discussion / World Markets: สรุปภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ เมื่อ: มิถุนายน 02, 2010, 11:33:07 AM
World Markets: สรุปภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 2 มิถุนายน 2553 09:00:00 น.

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (1 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนกระหน่ำขายหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศว่าจะดำเนินการสอบสวนทางอาญาในกรณีน้ำมันรั่วไหลในอ่าวเม็กซิโก ซึ่งถือเป็นหายนะครั้งใหญ่ของสหรัฐ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความวิตกกังวลเกี่ยวสถานะทางเศรษฐกิจและการเงินในยุโรป โดยล่าสุดมีรายงานว่าอัตราว่างงานในกลุ่มยูโรโซนพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในเดือนเม.ย.

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ร่วงลง 112.61 จุด หรือ 1.11% ปิดที่ 10,024.02 จุด ดัชนี S&P 500 รูดลง 18.70 จุด หรือ 1.72% ปิดที่ 1,070.71 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 34.71 จุด หรือ 1.54% ปิดที่ 2,222.33 จุด

 -- สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (1 มิ.ย.) หลังจากจีนและสหรัฐเปิดเผยข้อมูลที่บ่งชี้ว่าภาคการผลิตชะลอตัวลง นอกจากนี้ นักลงทุนยังกังวลว่าปัญหาหนี้สาธารณะอาจลุกลามไปทั่วยุโรป รวมถึงอัตราว่างงานในกลุ่มยูโรโซนที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในเดือนเม.ย.
สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนก.ค.ร่วงลง 1.39 ดอลลาร์ หรือ 1.88% ปิดที่ 72.58 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 71.64 - 75.33 ดอลลาร์

 -- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดทะยานขึ้นแข็งแกร่งเมื่อคืนนี้ (1 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนแห่ซื้อทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หลังจากเกิดเหตุการณ์กองกำลังทหารอิสราเอลโจมตีเรือลำเลียงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่มุ่งหน้าสู่ฉนวนกาซ่า จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย รวมทั้งวิกฤตการณ์การเงินที่มีแนวโน้มว่าจะลุกลามไปทั่วยุโรป
สัญญาทองคำ COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค.ปิดที่ 1,226.90 ดอลลาร์/ออนซ์ พุ่งขึ้น 11.90  ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,230.60 - 1,211.60 ดอลลาร์

 -- ค่าเงินยูโรร่วงลงหนักสุดในรอบ 4 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (1 มิ.ย.) หลังจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เตือนว่า ธนาคารพาณิชย์ในยูโรโซนอาจเผชิญปัญหาหนี้เสียจำนวนมากทั้งในปีนี้และปีหน้า ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวบ่งชี้ว่าวิกฤตหนี้สินในยุโรปกำลังส่งผลกระทบต่อภาคการธนาคารในยุโรปด้วย
ค่าเงินยูโรร่วงลง 0.59% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.2233 ดอลลาร์ จากระดับของวันศุกร์ที่ 1.2305 ดอลลาร์ (*หมายเหตุ : ที่ต้องเทียบกับวันศุกร์เพราะวันจันทร์ที่ 31 พ.ค.ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กปิดทำการเนื่องในวันเมมโมเรียล เดย์) ขณะที่ค่าเงินปอนด์ดีดตัวขึ้น 0.76% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.4647 ดอลลาร์ จากระดับ 1.4537 ดอลลาร์

 -- ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบเมื่อคืนนี้ (1 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นบีพี หลังจากทางบริษัทยอมรับว่าความพยายามครั้งล่าสุดในการหยุดการรั่วไหลของน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก ประสบความล้มเหลว นอกจากนี้ ตลาดหุ้นลอนดอนยังถูกกดดันจากข้อมูลที่บ่งชี้ว่าภาคการผลิตของจีนชะลอตัวลง
ดัชนี FTSE 100 ร่วงลง 25.13 จุด หรือ 0.48% ปิดที่ 5,163.30 จุด หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 5,063.20 - 5,192.08 จุด

--อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย อรษา สงค์พูล/รัตนา
128  สมาชิก VIP / General Discussion / ฝาก​แบงค์อย่าง​ไร​ไม่ต้อง​เสียภาษี เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2010, 08:16:56 PM
ฝาก​แบงค์อย่าง​ไร​ไม่ต้อง​เสียภาษี
กระทรวง​การคลัง -- พุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2009 14:59:36 น.

​เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา คณะกรรม​การน​โยบาย​การ​เงิน (กนง.) ​ได้มีมติลดดอก​เบี้ยน​โยบายลง 1 % จาก 3.75 % ​เหลือ 2.75 % นับว่า​เป็น​การลดดอก​เบี้ยลงมากที่สุดนับตั้ง​แต่มี​การจัดตั้ง กนง. ​เมื่อปี 2543 ​และวันที่ 14 มกราคม 2552 คณะกรรม​การน​โยบาย​การ​เงิน​ก็​ได้มีมติปรับลดอัตราดอก​เบี้ยน​โยบายลงอีก 0.75 % ​เหลือ 2 % ​เนื่องจาก กนง. ประ​เมินว่า วิกฤต​การณ์ทาง​การ​เงิน​โลกส่งผล​ให้​เศรษฐกิจประ​เทศอุตสาหกรรมชะลอตัวรุน ​แรง ​และข้อมูลล่าสุด​แสดงว่า​เศรษฐกิจ​ไทยชะลอตัวอย่างรวด​เร็ว น​โยบาย​การ​เงินสามารถผ่อนคลายลง​เพื่อช่วยสนับสนุน​การฟื้นตัวของ​ เศรษฐกิจ

จาก​การปรับลดอัตราดอก​เบี้ยดังกล่าว ​ทำ​ให้อัตราดอก​เบี้ยของ​ไทย​เข้า​ใกล้ 0 % ​เข้า​ไปทุกที​เช่น​เดียวกับประ​เทศตะวันตก​และญี่ปุ่น

ผลที่จะตามมาจากนี้​ก็คือ สถาบัน​การ​เงิน​ทั้งหลายจะลดอัตราดอก​เบี้ยลงมา ​ทั้งอัตราดอก​เบี้ย​เงินกู้​และอัตราดอก​เบี้ย​เงินฝาก ​ซึ่งจะส่งผล​ให้​ผู้กู้ยืม​เงินจากสถาบัน​การ​เงินจ่ายดอก​เบี้ย​เงินกู้ น้อยลง​และ​ผู้ที่ฝาก​เงินกับสถาบัน​การ​เงิน​ก็จะ​ได้รับดอก​เบี้ย​เงินฝาก น้อยลงด้วย​เช่นกัน

​ในสภาวะอัตราดอก​เบี้ยต่ำอย่างนี้ ​และมี​แนว​โน้มจะลดต่ำลงอีกนั้น ​ผู้ที่​ได้รับ​ความ​เดือดร้อนมากที่สุด​เห็นจะ​เป็น​ผู้ที่อาศัยราย​ได้ จากดอก​เบี้ย​เงินฝาก​ใน​การดำรงชีวิต ​ซึ่งส่วน​ใหญ่จะ​เป็น​ผู้สูงอายุที่​เกษียณจาก​การ​ทำงาน​และ​ใช้​เงินบำ​ เหน็จมาฝาก​ไว้กับสถาบัน​การ​เงิน ​เมื่อดอก​เบี้ย​เงินฝาก​ไม่พอ​ใช้​ก็อาจจำ​ใจต้องถอน​เงินต้นบางส่วนมา​ใช้ จ่าย​เพิ่ม​เติม ​เพราะอัตรา​เงิน​เฟ้อ​ก็อยู่​ในระดับ​ใกล้​เคียงกัน

​เสียงร้องที่จะมีตามมาหลังจากนี้ ​ก็คือ ​การขอ​ให้รัฐบาลพิจารณายก​เว้นภาษี​เงิน​ได้บุคคลธรรมดาที่​เ​ก็บจากดอก​ เบี้ย​เงินฝาก ​ซึ่งปัจจุบันถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ​ในอัตรา 15 % ​โดยมีสิทธิ​เลือกว่าจะ​เสีย​ในอัตรา 15 % ณ ที่จ่ายนี้ ​หรือจะนำดอก​เบี้ย​เงินฝากที่​ได้รับ​ไปยื่น​แบบราย​การ​เสียภาษีรวมกับ​ เงิน​ได้อื่นตอนปลายปี ​โดยนำภาษีดอก​เบี้ยที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายดังกล่าว มา​เป็น​เครดิตหักออกจากภาษีที่ต้อง​เสีย ถ้าคำนวณ​แล้วมีจำนวนภาษีที่ต้อง​เสียน้อยกว่า​ก็สามารถขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย​ไว้​เกิน​ได้

​แต่​โดยข้อ​เท็จจริง​แล้ว ระบบภาษีอากรของ​ไทย​ได้มี​การยก​เว้นภาษี​เงิน​ได้บุคคลธรรมดา​ให้กับดอก​ เบี้ย​เงินฝากหลายประ​เภท ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่งดอก​เบี้ย​เงินฝากที่​ได้รับ​โดย​ผู้สูงอายุ

ดอก​เบี้ย​เงินฝากประ​เภท​แรก ​เป็น​การยก​เว้นภาษี​เงิน​ได้บุคคลธรรมดาสำหรับดอก​เบี้ย​ให้​แก่​ผู้สูง อายุ​โดย​เฉพาะ คือ ดอก​เบี้ย​เงินฝากประจำจากธนาคาร​ในราชอาณาจักรที่มีระยะ​เวลา​การฝากตั้ง​ แต่ 1 ปีขึ้น​ไป ​แต่​เมื่อรวมกับดอก​เบี้ย​เงินฝากประจำทุกประ​เภท​แล้วมีจำนวน​ไม่​เกิน 30,000 บาทตลอดปีภาษี (ปีปฏิทิน) นั้น ​และ​ผู้​ได้รับดอก​เบี้ย​เงินฝากดังกล่าวมีอายุ​ไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์

ดอก​เบี้ย​เงินฝากประ​เภทที่สอง ​เป็น​การลดอัตราภาษี​เงิน​ได้หัก ณ ที่จ่ายจาก 15% ​เหลือ 10% ​ให้กับ​ผู้ฝากทุกคน สำ หรับดอก​เบี้ย​เงินฝากประจำ ตั้ง​แต่ 5 ปีขึ้น​ไปที่​ได้รับจากธนาคาร​ในราชอาณาจักร ​ในกรณีดังต่อ​ไปนี้
1) ​เพื่อ​ใช้สำหรับ​การศึกษาของตน​เอง​หรือครอบครัว
2) ​เพื่อ​ใช้สำหรับที่อยู่อาศัยของตน​เอง​หรือครอบครัว ​หรือ
3) ​เมื่อ​ผู้ฝากมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้น​ไป
อย่าง​ไร​ก็ตาม ถ้ามี​การถอนก่อนครบกำหนด ​หรือ​หรือ​ไม่​เป็น​ไปตามหลัก​เกณฑ์ที่กำหนด​ก็ต้อง​เสียภาษี​ในอัตราปกติ ​แล้วยังต้อง​เสีย​เงิน​เพิ่ม 1.5% ต่อ​เดือนของภาษีที่จ่ายขาด​ไป

ข้อสัง​เกต ดอก​เบี้ย​เงินฝากประจำประ​เภท​แรก​เป็น​การยก​เว้นภาษี​และจำกัด​ให้​เฉพาะ ดอก​เบี้ย​เงินฝาก​ไม่​เกิน 30,000 บาท ส่วนดอก​เบี้ย​เงินฝากประจำประ​เภทที่สอง​เป็น​การลดอัตราภาษี​และ

ดอก​เบี้ย​เงินฝากประ​เภทที่สาม ​เป็น​การยก​เว้นภาษีดอก​เบี้ย​เงินฝาก​ให้กับ​ผู้ฝากทุกคนที่​ได้รับดอก​ เบี้ย​เงินฝากจากธนาคาร​ในราชอาณาจักร​หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ฝาก​เป็นราย​ เดือนติดต่อกันอย่างน้อย 24 ​เดือน ​โดยมียอด​เงินฝาก​แต่ละคราว​เท่ากัน ​แต่​ไม่​เกิน 25,000 บาทต่อ​เดือน ​และรวม​เงินฝาก​ทั้งหมด​ไม่​เกิน 600,000 บาท ​ทั้งนี้ ตามหลัก​เกณฑ์​และ​เงื่อน​ไขที่อธิบดีกำหนด ​เช่น ต้องมีบัญชี​เงินฝากที่​ได้รับยก​เว้นภาษีนี้​เพียงบัญชี​เดียว จะขาด​การฝาก​หรือฝาก​ไม่ครบวง​เงิน​หรือฝากล่าช้ากว่ากำหนด​เกิน 2 ​เดือน​ไม่​ได้ ​เป็นต้น
​เช่น​เดียวกันกับดอก​เบี้ย​เงินฝากประ​เภทที่สอง ถ้า​การฝาก​ไม่​เป็น​ไปตามหลัก​เกณฑ์​และ​เงื่อน​ไขที่กำหนด ต้องคืนสิทธิประ​โยชน์ภาษี​ทั้งหมด​และ​เสีย​เงิน​เพิ่ม

ดอก​เบี้ย​เงินฝากประ​เภทที่สี่ ​เป็น​การยก​เว้นภาษีดอก​เบี้ย​เงินฝากออมทรัพย์จากสถาบัน​การ​เงินต่าง ๆ ​ได้​แก่
ดอก​เบี้ย​เงินฝากออมทรัพย์จากธนาคาร​ในราชอาณาจักร​ไม่​เกิน 20,000 บาทตลอดปีภาษีดอก​เบี้ย​เงินฝากออมทรัพย์จากสหกรณ์
ดอก​เบี้ย​เงินฝาก​เผื่อ​เรียก (คือ​เงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์) จากธนาคารออมสิน​และ​ไม่จำกัดจำนวนดอก​เบี้ย​เงินฝาก
ดอก​เบี้ย​เงินฝากออมทรัพย์จากธนาคาร​เพื่อ​การ​เกษตร​และสหกรณ์​การ​เกษตร (ธกส.)

ดอก​เบี้ย​เงินฝากประ​เภทที่ห้า ​เป็น​การยก​เว้นภาษีสำหรับดอก​เบี้ย​และรางวัลสลากออมสิน​และดอก​เบี้ย​และ รางวัลสลากออมทรัพย์ของ ธกส.

ดอก​เบี้ย​เงินฝากประ​เภทสุดท้าย คือ ดอก​เบี้ย​เงินฝากอื่น ๆ ที่​ผู้​ได้รับถูกหักภาษี​เงิน​ได้ ณ ที่จ่าย​ในอัตรา 15% ​แต่​ผู้มี​เงิน​ได้จากดอก​เบี้ยดังกล่าวสามารถ​เลือกที่จะ​เสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ​ในอัตรา 15% ​หรือจะนำดอก​เบี้ยดังกล่าว​ไปรวมกับ​เงิน​ได้อื่น​เพื่อคำนวณ​และยื่น​แบบ​ เสียภาษีตอนปลายปี​ซึ่งต้องคำนวณอัตราภาษี 5 % ​ถึง 37 % ​โดย​ได้รับยก​เว้นภาษีสำหรับ​เงิน​ได้สุทธิ 150,000 บาท​แรก

กรณีนี้ ​ผู้ที่​ได้รับดอก​เบี้ย​เงินฝากที่​ไม่​ได้รับยก​เว้นภาษี​หรือถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องลองนำดอก​เบี้ย​เงินฝากที่​ได้รับมารวมกับ​เงิน​ได้อื่น​เพื่อคำนวณภาษี ​โดยหักค่าลดหย่อน​และค่า​ใช้จ่ายต่างๆ ​เหลือ​เป็น​เงิน​ได้สุทธิหลังหัก150,000 บาท​แล้ว​เสียภาษีสูงกว่า 15 % ​หรือ​ไม่
ถ้าต่ำกว่า 15 % ​ก็นำมารวมคำนวณภาษีตอนปลายปี ​โดยขอหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่ายจากธนาคารมา​แนบรวมกับ​แบบ​แสดงราย​การภาษี
ถ้าสูงกว่า 15 % ​ก็อย่านำดอก​เบี้ยมารวม​เสียภาษีตอนปลายปี คือยอม​เสียภาษี 15 % ณ ที่จ่าย

คราวนี้มาลองคำนวณคร่าว ๆ ​เพื่อหายอด​เงินต้นที่ดอก​เบี้ย​เงินฝากจะ​ได้รับยก​เว้นภาษี​เงิน​ได้ บุคคลธรรมดา​ในกรณี​เป็นคน​โสดที่มี​เงิน​ได้จากดอก​เบี้ยอย่าง​เดียว​และนำ ดอก​เบี้ย​เงินฝากมายื่น​เสียภาษีตอนปลายปี ​ซึ่งจะหักค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท​และ​ได้รับยก​เว้นภาษีสำหรับ​เงิน​ได้สุทธิ 150,000 บาท​แรก รวม​เป็นจำนวน​เงิน​เท่ากับดอก​เบี้ย​เงินฝากที่จะ​ได้รับยก​เว้นภาษีจำนวน 180,000 บาท ​โดยสมมุติอัตราดอก​เบี้ย​เงินฝาก 2 % ต่อปี (​ใกล้​เคียงกับอัตราดอก​เบี้ย​เงินฝาก​ในปัจจุบัน) จะ​ได้​เงินต้น​เท่ากับ 9 ล้านบาท ​ซึ่งถือว่า​เป็น​ผู้มีฐานะดีพอสมควร

พิ​เศษอีกประ​การสำหรับ​ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้ง​แต่ 65 ปีขึ้น​ไป ที่จะ​ได้รับยก​เว้นภาษี​เงิน​ได้บุคคลธรรมดาสำหรับ​เงิน​ได้ทุกประ​เภท​ เป็นจำนวน​ไม่​เกิน 190,000 บาทอีกด้วย ถ้ารวม​เงิน​ได้สุทธิที่​ได้รับยก​เว้นภาษีจำนวน 150,000 บาท​และหักค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท จะ​เป็น​เงิน​ได้ที่​ได้รับยก​เว้นภาษี​เงิน​ได้บุคคลธรรมดา​ทั้งสิ้นจำนวน 370,000 บาท ​หรือ​เท่ากับ 30,800 บาทต่อ​เดือน

จะ​เห็นว่าระบบภาษี​เงิน​ได้บุคคลธรรมดา​ในปัจจุบันของ​ไทย​ได้​เอื้อประ​ โยชน์​ให้​แก่​ผู้มี​เงินฝากสูงมาก ​โดย​ผู้มี​เงินฝากน้อยกว่า 9 ล้านบาท (อัตราดอก​เบี้ย 2 %) ​ไม่ต้อง​เสียภาษี​เงิน​ได้บุคคลธรรมดา​เลย ​และ​ผู้สูงอายุที่มี​เงิน​ได้​ในรูปดอก​เบี้ย​เงินฝาก​ก็​ได้รับสิทธิประ​ โยชน์ภาษีหลายประ​การ


ที่มา : Macroeconomic Analysis Group : Fiscal Policy Office
129  สมาชิก VIP / General Discussion / ใครมาแล้ว กราฟไม่ขึ้นไม่ต้องตกใจปัญหาเป็นที่webเมืองนอก เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2010, 10:38:02 AM
ใครมาแล้ว กราฟไม่ขึ้นไม่ต้องตกใจปัญหาเป็นที่webเมืองนอก Angry Angry Angry Angry
130  สมาชิก VIP / General Discussion / 7 เคล็ดลับ ที่ทำให้ชีวิตคู่อยู่รอด เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2010, 06:56:45 PM
7 เคล็ดลับ ที่ทำให้ชีวิตคู่อยู่รอด (Lisa)

          ทุกคู่รักล้วนแต่ต้องเผชิญปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่ ซึ่งดีไม่ดีก็อาจทำให้ชีวิตรักอับปางลงได้ง่าย ๆ แต่อย่าเพิ่งกลัวไป ชีวิตรักของคุณอาจไม่ใช่หนึ่งในนั้นก็ได้ ถ้าคุณรู้เคล็ดลับทั้ง 7 อย่าง ที่เรากำลังจะกระซิบบอกคุณต่อไปนี้...พร้อมหรือยัง!

 รักตัวเอง       

          อ๊ะ...เปล่านะ เราไม่ได้พูดอะไรผิดไปเลย การทำให้ชีวิตรักยืนยงคงทนไปตราบนานแสนนานไม่ได้เริ่มต้นที่การรักษาเขา แต่ต้องเริ่มจากการที่คุณรักตัวเอง เพราะถ้าคุณไม่รักตัวเอง มันก็ยากที่คุณจะเชื่อว่าคนอื่นจะรักคุณ ความเคารพในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสัมพันธภาพที่แข็งแกร่ง เพราะเมื่อคุณรักตัวเองอย่างแท้จริง คุณจะรู้สึกมั่นใจ และเมื่อคุณรู้สึกมั่นใจและมั่นคงกับตัวเอง คุณก็จะสามารถอยู่กับคู่รักของคุณได้เพียง เพื่อความรื่นรมย์ที่ชีวิตคู่นำมาให้ ไม่ใช่เพราะคุณรู้สึกว่าคุณต้องการมันเพื่อจะเอาตัวให้รอด

 "ชอบ" เบาให้มาก ๆ

          มันอาจโรแมนติกกว่าถ้าจะพูดถึงความรัก แต่มันสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องจำไว้ว่า ความรักนั้นเป็นอารมณ์ที่มาแล้วก็อาจไปได้ ดังนั้น ถ้าคุณชอบกันและกันอย่างแท้จริง ชอบที่จะอยู่ด้วยกัน เห็นด้วยกับความคิดเห็นและพฤติกรรมของอีกฝ่ายหนึ่ง และมีความฝันแบบเดียวกันในชีวิต เห็นหรือยังว่า “ความชอบ” นี่สำคัญกว่าที่คุณคิดอีกนะ

 หาเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง

          เมื่อคู่รักเริ่มคบหากันใหม่ ๆ พวกเขาจะให้ความสำคัญแก่ชีวิตคู่เป็นอย่างแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป และด้วยภารกิจต่าง ๆ ของชีวิตที่เพิ่มขึ้นยุ่งวุ่นวายขึ้น เวลาอยู่ด้วยกันก็มักจะกลายเป็นเรื่องสำคัญรองลงไป แต่ถ้าคุณไม่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง สิ่งที่เป็นไปได้อย่างมากก็คือคุณจะรู้สึกห่างเหินกัน การหาเวลาอยู่ด้วยกันนั้นอาจหมายถึงการต้องเสียงสละการทำกิจกรรมบางอย่าง แต่จำไว้ว่ามันคือการลงทุนเพื่อความสุขในอนาคตของคุณ

 พูด...พูด...แล้วก็พูด

          การสื่อสารที่ดีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสัมพันธภาพที่แข็งแกร่ง มันเป็นเพียงวิธีเดียวที่คุณสามารถบอกคู่ของคุณถึงตัวตนของคุณ สิ่งที่คุณต้องการ และเหตุผลต่าง ๆ จากพฤติกรรมของคุณ การพูดคุยกันเป็นการเปิดรับคนอื่นเข้ามาในโลกส่วนตัวของเรา และมาพูดคุยกันอย่างเปิดอกอย่างซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่คุณคิดและรู้สึก อ้อ มันรวมถึงการเป็นนักฟังที่ดี ซึ่งก็คือการฟังคู่ของคุณโดยไม่ตัดสินอีกด้วยนะ

 ทะเลาะแบบไม่บ่อนทำลาย

          การทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติในชีวิตคู่นะ เพราะเราทุกคนต่างก็ไม่เหมือนกัน แต่ถ้าการทะเลาะกันของคุณเป็นไปแบบสร้างสรรค์...ไม่ใช่ทำลาย มันจะเป็นโอกาสในการแบ่งปันความรู้สึกต่อกัน และทำให้สายสัมพันธ์ของคุณแข็งแกร่งขึ้น เมื่อสามารถหาข้อตกลงที่คุณทั้งสองต่างก็พอใจร่วมกันได้ในที่สุด มันจะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้คุณทั้งคู่มั่นใจในสัมพันธภาพของคุณมากขึ้น และทำให้ใกล้ชิดกันมากาขึ้นด้วย

 สัมผัสกันและกันอย่าได้ขาด

          สัมผัสเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์ มีการศึกษาวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า บรรดาลูกสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งมนุษย์ด้วย จะตายตั้งแต่เยาว์วัยหากปราศจากการสัมผัส การเคล้าเคลียกันยังช่วยลดความดันโลหิต และทำให้ร่างกายหลั่งสารเคมีที่ทำให้มีความสุขออกมา สัมผัสยังสร้างความรู้สึกสบายและอบอุ่น ให้ความรู้สึกปกป้องและมีกำลังใจ ให้ความผ่อนคลายและช่วยกระตุ้นอารมณ์เพศอีกด้วย คู่รักทุกคู่ต่างรู้ว่าชีวิตทางเพศของพวกเขาอาจมีช่วงที่แห้งเหือดได้ แต่ความต้องการการแสดงความรักทางกายของคนเรานั้น...ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป

  ยอมรับความเปลี่ยนแปลง

          เวลาทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงไป ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน โดยมันอาจไม่ได้เปลี่ยนไปในแบบที่เราต้องการเสมอไปด้วย ความเปลี่ยนแปลงอาจเป็นโอกาสของการเติบโตและความใกล้ชิดสนิทสนม แต่ก็อาจเป็นความเจ็บปวดก็ได้ มันอาจหมายถึงการต้องปรับตัวเข้ากับวิธีคิดใหม่ ๆ และวิธีการดำเนินชีวิตใหม่ ๆ มันยังอาจหมายถึงการปล่อยวางหลาย ๆ สิ่งที่เคยเป็น ความคุ้นเคย และความปลอดภัย ในชีวิตรักที่ประสบความสำเร็จคู่รักต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน ต้องยอมรับว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตมนุษย์ และต้องสนับสนุนกันและกัน ไม่ว่าจะดีหรือเลวอย่างไรก็ตาม
131  สมาชิก VIP / General Discussion / ทำความสะอาดแผ่นซีดี เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2010, 10:01:28 PM
          ทำความสะอาดแผ่นซีดี หรือดีวีดียังไงดีคะ ?

          ถ้าซีดี หรือดีวีดีของคุณดูสกปรก และเหนียวเหนอะหนะ หรือเริ่มเล่นสะดุด มันก็ถึงเวลาทำความสะอาดกันแล้ว

          โดยทั้งสองอย่างใช้วิธีเดียวกัน เริ่มจากจับแผ่นขึ้นมาโดยจับที่ขอบ ๆ หรือใช้นิ้วสอดรูตรงกลาง แล้วใช้ผ้าสะอาด ๆ เนื้อนุ่มที่ไม่มีขุย เช็ดบนผิวด้านหน้า เริ่มจากตรงกลางออกไปยังขอบด้านนอก ควรเช็ดตามแนวขวางแทนการเช็ดเป็นวงกลม ซึ่งอาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนในร่องบันทึกข้อมูล และทำให้ข้อมูลที่อยู่ในแผ่นเสียหายได้

          ถ้ายังไม่สะอาดพอ ใช้ผ้าชุบน้ำสบู่อ่อน ๆ เช็ดเบา ๆ ซ้ำอีกที อย่าได้ใช้น้ำยาทำความสะอาดแรง ๆ กับซีดีหรือดีวีดี และพยายามให้ด้านในเครื่องเล่นสะอาดอยู่เสทอ ด้วยการปัดฝุ่นเป็นปรจำ และเก็บแผ่นไว้ในกล่องหรือซองเสมอ
132  สมาชิก VIP / General Discussion / ปรัชญา 19 ข้อ เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2010, 08:58:35 PM
 

ปรัชญา 19 ข้อ

 

1. อย่าขับรถเร็วเกินที่เทวดาประจำตัวของคุณบินทันเป็นอ ันขาด

2. การแก้แค้นไม่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นเหมือนกับดื่มน้ำท ะเลเวลาหิวน้ำนั่นแหละ

3. ความหมายของความสุขขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณอยากให้มันเ ป็น

4. "อย่ากลัวความฝันของคุณ: มันง่ายกว่าที่คิด"

5. นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ทุกๆ 4 คนจะมีคนหนึ่งที่สติเพี้ยน ๆ ลองเช็คเพื่อนคุณสัก 3 คนสิ ถ้าทุกคนปกติดีก็คุณน่ะแหละ

6. แบ่งปันรอยยิ้มของคุณให้กับทุกคน แต่ให้เก็บจุมพิตให้กับคนเพียงคนเดียว

7. น้ำตาจะให้คุณก็แค่ความเห็นอกเห็นใจ แต่เหงื่อจะทำให้คุณประสบความสำเร็จ

8. สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตนี้ไม่ใช่วัตถุ

9. การออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับจิตใจคือการก้มลงแล้ วช่วยคนอื่นให้ลุกขึ้น

10. คนๆหนึ่งอาจทำอะไรผิดพลาดได้หลายอย่าง แต่มันจะกลายเป็นความพ่ายแพ้ไปจริงๆ เมื่อเขาเริ่มโยนความผิดไปให้คนอื่น

11. เรารู้สึกดีที่มีความสำคัญ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือเป็นคนดี

12. มีแต่ปลาตายที่ลอยตามน้ำ

13. คุณค่าของคน ๆ หนี่งบอกได้จากวิธีที่เขาปฏิบัติต่อคนที่เขาไม่ต้องก าร

14. เงยหน้าขึ้นรับแสงตะวัน แล้วคุณจะไม่มีวันพบกับเงามืด

15. คนอ่อนแอเท่านั้นที่ให้อภัยใครไม่เป็นการให้อภัยเป็น คุณสมบัติของผู้ เข้มแข็ง

16. ในโลกนี้ไม่มีคนแปลกหน้าสำหรับเรา มีแต่เพื่อนที่เรายังไม่ได้พบเท่านั้น

17. เมื่อคุณพูดความจริง คุณไม่จำเป็นต้องไปนั่งจำอะไรทั้งนั้น

18. เด็กๆต้องการความรักมากที่สุดเมื่อพวกเขาทำตัวไม่น่า รัก

19. คำว่า listen (ฟัง) นั้นใช้ตัวอักษรชุดเดียวกับคำว่า silent (เงียบ)
133  สมาชิก VIP / General Discussion / ดื่มน้ำเย็น เป็นอันตรายจริงหรือ ? เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2010, 06:26:22 PM

ดื่มน้ำเย็น เป็นอันตรายจริงหรือ ?
“ดื่มน้ำเย็น สดชื่นดี แต่อันตราย” พอเปิดอ่านตอนแรกก็ตกใจ เพราะปัจจุบันใครๆ ก็ดื่มน้ำเย็นกันทั้งนั้น โดยข้อความที่ส่งต่อๆ กันมามีใจความว่า “เวลาได้กินน้ำเย็นๆ สักแก้ว หลังอาหารมันรู้สึกชื่นใจดีใช่มั้ยครับ แต่ว่าน้ำเย็นจะทำให้ไขมันที่คุณเพิ่งกินเข้าไปจับตัวเป็นไขขึ้นมา ซึ่งจะส่งผลให้การย่อยอาหารช้าลง ถ้าคราบไขมันทำปฏิกิริยากับกรด มันจะแตกตัวแล้วถูกดูดซึมไปที่ลำไส้ ไขมันที่แตกตัวนี้จะดูดซึมได้เร็วกว่าอาหารทั่วไปแล้วจะเคลือบลำไส้เราไว้ ในไม่ช้ามันก็จะแปรสภาพเป็นไขมันก้อนๆ และเป็นบ่อเกิดของมะเร็งในที่สุด ดังนั้นควรดื่มน้ำอุ่นหลังอาหารดีกว่า”  
          เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์ อายุรวัฒน์นานาชาติ อธิบายว่า ความจริงการดื่มน้ำเย็นหลังอาหาร คงไม่เป็นอันตราย ถึงขั้นทำให้ไขมันจับตัวเป็นไข เป็นก้อนขนาดนั้น เพราะปกติอุณหภูมิร่างกายคนเราอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส น้ำที่เราดื่มเข้าไปถึงจะเย็น แต่ร่างกายเราร้อนอยู่แล้ว ก็จะเปลี่ยนให้เป็นน้ำอุ่นๆ อยู่ดี ไขมันกว่าจะจับกันเป็นก้อนแข็ง ต้องอาศัยอุณหภูมิเหมือนอยู่ในตู้เย็น 3 - 4 องศาเซลเซียส กรณีนี้จึงเป็นข้อความหลอก
          ถ้าถามว่า เราควรจะดื่มน้ำเย็นหรือน้ำอุ่นดี ก็ต้องขอเรียนว่า น้ำเย็นจะช่วยเติมน้ำให้ร่างกายได้ดีกว่าน้ำอุ่น เพราะว่าน้ำเย็นดูดซึมได้เร็วกว่า ตรงนี้เป็นข้อมูลจากสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาของสหรัฐ เขาบอกเลยว่า น้ำที่ควรจะดื่มถ้าอยากให้สดชื่น ออกกำลังกายได้อึดขึ้น อุณหภูมิควรอยู่ที่ประมาณ 15 - 22 องศาเซลเซียส หรือง่ายๆ คือ ให้ดื่มน้ำที่อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกาย

          ไม่มีงานวิจัยฉบับไหนเลย ที่บอกว่าดื่มน้ำเย็นแล้วจะเป็นมะเร็ง อีเมล์ในลักษณะนี้มีการส่งต่อกันไปทั่ว แม้แต่ในต่างประเทศ ดูเหมือนจะเป็นวิชาการ แต่กลับไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารับรอง ทำให้คนกลัวกันมาก ดังนั้นคนที่ได้รับอีเมล์จะต้องใช้วิจารณญาณให้ดี
          การดื่มน้ำเย็นเป็นผลดีด้วยซ้ำ เพราะจะช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย เนื่องจากร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำอุ่นขึ้น โดยน้ำ 1 แก้ว จะช่วยเผาผลาญไขมันประมาณ 9 กิโลแคลอรี  ถ้าเราดื่มน้ำ 8 แก้วก็จะเผาผลาญไขมันได้ถึง 70 กิโลแคลอรีเลยทีเดียว นั่นก็หมายความว่า ยิ่งดื่มน้ำมาก ก็จะยิ่งช่วยลดความอ้วน แต่ในคนที่กำลังลดความอ้วน ลดปริมาณอาหารแต่ลืมดื่มน้ำ ต้องระวัง เพราะน้ำหนักจะไม่ลง เพราะน้ำคือตัวช่วยทำให้ไขมันสลายเร็วขึ้นนั่นเอง
          ส่วนที่หลายคนสงสัยว่า การดื่มน้ำมากๆ ไตจะทำงานหนักไปหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า น้ำจะเป็นพิษต่อร่างกายนั้น ต้องดื่มมากเป็น 10 ลิตร อย่างเช่น กรณีการรับน้องแบบพิเรนทร์ๆ ที่เราเห็นข่าวกัน ส่วนคนทั่วไปดื่มน้ำอย่างเก่งสัก 5 ลิตรก็ไม่เป็นอะไร

          ดังนั้นไม่ว่าจะดื่มน้ำเย็น น้ำร้อน หรือน้ำอุณหภูมิปกติ ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร หลักการง่ายๆ คือ น้ำเย็น ควรดื่มเวลาออกกำลังกาย จะดูดซึมเร็ว แต่มีข้อห้ามในผู้หญิงที่มีประจำเดือน ไม่ควรดื่มน้ำเย็น เพราะจะยิ่งทำให้ปวดท้องมากขึ้น ส่วนน้ำอุ่น ควรดื่มเพื่อกระตุ้นลำไส้ ทำให้ลำไส้บีบตัวดี เช่น เวลาท้องเสีย เจ็บคอ เป็นหวัด
          นพ.กฤษดา บอกว่า ใครที่ไม่อยากแก่ ต้องดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้น เนื่องจากผิวที่แก่เกิดจากการขาดน้ำ การดื่มน้ำมากๆ ยังช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง แต่ถ้าดื่มน้ำน้อย โดยเฉพาะในผู้ชายอาจทำให้น้ำไปเลี้ยงอสุจิไม่พอ ทำให้อสุจิไม่แข็งแรง และเซ็กซ์เสื่อมได้  
          ในคนที่มีอาการคล้ายจะเป็นหวัด เช่น ปากแห้ง ตาแห้ง อย่าเพิ่งกินยา ให้ดื่มน้ำมากๆ สักพักจะหายได้ โดยไม่ต้องพึ่งยา ที่เป็นเคล็ดสำหรับคนดื่มเหล้า คือ ถ้ากลัวว่าจะแฮงก์ควรดื่มน้ำตามเข้าไปประมาณ 4 เท่าของเหล้าที่ดื่มก็จะช่วยได้

          แต่ละวันเราควรดื่มน้ำมากน้อยแค่ไหน? นพ.กฤษดา บอกว่า ควรดื่มน้ำตามน้ำหนักตัว คือ ดื่มน้ำ 1 ออนซ์ ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ถ้าน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม ก็ต้องดื่มน้ำ 60 ออนซ์  โดยน้ำ 1 ออนซ์ก็ประมาณ 30 ซีซี คนน้ำหนัก 60 กิโลกรัม ก็ต้องดื่มน้ำประมาณ 1,800 ซีซี
ตลาดทองดอทคอมwww.TARADTHONG.com ขอขอบคุณข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข
134  สมาชิก VIP / General Discussion / เจาะลึกชีวิต กรรณิกา ธรรมเกษร อดีตพิธีกรชื่อดัง เมื่อ: เมษายน 29, 2010, 07:54:54 PM

เจาะลึกชีวิต กรรณิกา ธรรมเกษร อดีตพิธีกรชื่อดัง
                         ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีก่อน ไม่มีใครไม่รู้จักรายการ "ทีวี วาที" และรายการ "โต้คารมมัธยมศึกษา" ที่มี "กรรณิกา ธรรมเกษร" เป็นหนึ่งในทีมพิธีกรฝีปากกล้า ยุคนั้นเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของเธอ ทั้งงานพิธีกร ผู้ประกาศข่าว งานแสดงละครหลั่งไหลเข้ามาหาเธอไม่ขาดระยะ ก่อนที่เธอจะหายไปจากหน้าจอโทรทัศน์ และแทบไม่มีใครรู้เลยว่า ช่วงที่เธอเงียบหายไปนั้น เธอต้องเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ ชีวิตที่รุ่งโรจน์ในอดีตเกือบจะต้องจบลงด้วยการฆ่าตัวตายเพื่อตัดปัญหา วันนี้กระปุกจะพาไปสัมผัสชีวิตของเธอกันค่ะ
         "กรรณิกา ธรรมเกษร" หรือ "แอ้" อดีตพิธีกรชื่อดังที่ปัจจุบันอยู่ในวัย 61 เป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด จบปริญญาตรีจากคณะศิลปศาสตร์ (แผนกภาษาศาสตร์) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มเข้าสู่วงการจอแก้วในฐานะสื่อมวลชนตั้งแต่ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ด้วยตำแหน่งผู้ประกาศข่าวที่ ช่อง 4 บางขุนพรหม และเมื่อจบการศึกษาจึงได้เข้าทำงานเป็นหัวหน้าแผนกผู้ประกาศที่ช่อง 3 ซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้น
           ด้วยความสามารถทางการพูด และคารมที่ไม่เป็นรองใคร ทำให้กรรณิกาได้รับเกียรติเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์หลายรายการ รวมทั้งได้แสดงละครทางช่อง 3 อีกด้วย จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของช่อง 3 ไปโดยปริยาย  แต่หลังจากทำงานกับช่อง 3 ได้ 17 ปี ในปี พ.ศ.2530 กรรณิกาตัดสินใจลาออก และข้ามวิกมาช่อง 9 ร่วมงานกับ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ที่บริษัทแปซิฟิก ในช่วงที่ ดร.สมเกียรติ กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอข่าว โดยเธอรับหน้าที่เป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์คู่กับ ดร.สมเกียรติ และเธอมักจะจบรายการข่าวด้วยการแสดงภาษามือเพื่อสื่อสารกับผู้พิการทางหู ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล "เพื่อคนพิการ" จากสมาคมโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2532
          นอกจากนี้กรรณิกายังเปิดบริษัทภาษรโปรดักชั่น จำกัด ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ และบริษัทฟีนิกซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด อีกทั้งยังรับงานพิธีกรหลายรายการ โดยเฉพาะรายการโต้วาทีที่มีผู้ชมทั้งประเทศ และสร้างชื่อเสียงโด่งดังให้กับเธอ ไม่ว่าจะเป็นรายการ "ทีวี วาที" ทางช่อง 5 หรือ "โต้คารมมัธยมศึกษา" ฯลฯ
          แต่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตก็เกิดขึ้น เมื่อในปี พ.ศ.2540 ประเทศไทยประสบกับวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ภาคธุรกิจและบริษัทหลายแห่งล้มระเนระนาดอย่างไม่ทันตั้งตัว บริษัทของกรรณิกาก็โดนหางเลขไปด้วย จนต้องหยุดกิจการและมีหนี้สิ้นท่วมตัวกว่า 40 ล้านบาท อีกทั้งหมายศาลที่ส่งถึงกรรณิกามีไม่เว้นแต่ละวัน ครั้งนั้นเธอตัดสินใจขายทรัพย์สมบัติของตัวเองเพื่อเอาไปใช้หนี้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
          วิบากกรรมของเธอยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เมื่อเธอถูกลูกศิษย์ที่ไว้ใจหักหลัง แอบอ้างชื่อบริษัทของเธอไปรับงานเองโดยที่เธอไม่รู้เรื่อง เธอจึงตัดสินใจหันหลังให้กับวงการสื่อมวลชน และไปเริ่มเดินเส้นทางสายการเมืองแทน โดยการลงรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในปี พ.ศ.2544 ที่พื้นที่เขต 4 พญาไท ในนามพรรคไทยรักไทย แต่ก็ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ก่อนจะลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ในปี พ.ศ.2548 เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร แต่การตัดสินใจครั้งนั้นกลับทำให้เธออกหักจากสนามการเมืองอีกเป็นครั้งที่ 2
           โชคชะตายิ่งเล่นตลกขึ้นไปอีก เพราะแม้ผ่านพ้นเรื่องงานมาได้ แต่ปัญหาส่วนตัวก็ยังเข้ามารุมเร้า เมื่อเธอต้องแยกทางกับคนรักที่คบกันมาหลายสิบปี หนำซ้ำยังต้องต่อสู้กับปัญหาสุขภาพ จากโรคเนื้องอกที่กระดูกสันหลังจนต้องเข้ารับการรักษาตัวนานนับปี แม้วันนี้อาการจะดีขึ้น แต่ก็ต้องรับการดูแลตามขั้นตอนของแพทย์อย่างใกล้ชิด
         มรสุมทั้งหมดที่ประดังเข้ามาพร้อมๆ กัน เกือบทำให้ชีวิตของลูกผู้หญิงคนหนึ่งแบกรับไม่ไหวกับทางที่มืดแปดด้าน ขณะนั้นเองกรรณิกาเกือบจะเลือกทางออกของปัญหาด้วยการทำลายชีวิตของตัวเอง แต่ในที่สุดฟ้าก็ดลใจให้เธอคิดได้และลุกขึ้นมาต่อสู้อีกครั้ง
           ครั้งนี้ทำให้กรรณิกาหันกลับมานั่งทบทวนปัญหาของตัวเอง และค่อยๆ แก้ไปทีละเปลาะ จนฝ่ามรสุมของชีวิตมาได้ ปัจจุบันเธอใช้ชีวิตอย่างสงบสุขโดยมีแสงสว่างจากธรรมะเป็นผู้นำทาง
          ชีวิตส่วนตัว กรรณิกาได้สมรสกับสามีคนแรกซึ่งเป็นนักบินพาณิชย์ มีลูกชายหญิงด้วยกัน 2 คน และหย่าขาดกันในเวลาต่อมา ก่อนจะหมั้นกับฮาร์ดมุต วิดเดอร์ ชาวเยอรมัน แต่ปัจจุบันแยกทางกันไปแล้ว


รางวัล และเกียรติคุณที่ได้รับ

            โล่ห์รางวัล "คนดีศรีสังคม"จากมูลนิธิ ศาสตราจารย์ประภาสน์ อวยชัย เพื่อการสังคมสงเคราะห์และการพัฒนาสังคม

            โล่ห์เกียรติคุณจากมูลนิธิ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติงานดีเด่นเพื่อคนพิการด้วยความเข้มแข็งเสียสละ

            เกียรติบัตร และโล่ห์ชูเกียรติในฐานะที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำประโยชน์ ด้านวิชาภาษาไทยจากกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

            เข็มกลัดเพชรในฐานะผู้ทำงานดีเด่น ช่อง 3 อ.ส.ม.ท.

            เป็นตัวแทนศิลปินไทยช่อง 3 ไปแลกเปลี่ยนศิลปะกับศิลปินอาเซียน ปี พศ.2520  

            รางวัลเมขลาผู้อ่านข่าวหญิงดีเด่นคนแรก ปี 2523

            รางวัลตุ๊กตาทองมหาชน พิธีกรหญิงดีเด่น ปี 2527 (รายการเวที-วาที)

            รางวัลเสาอากาศทองคำ ผู้ดำเนินรายการหญิงดีเด่น ปี 2529 และ 2541

            รางวัล "เพื่อคนพิการ" จากสมาคมโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทยในฐานะที่เป็นโฆษกทีวีคนแรก ผู้สนับสนุนใช้ภาษามือสื่อสารเพื่อคนหูหนวก ในรายการทางโทรทัศน์ ปี 2532

            ประกาศเกียรติคุณสดุดี ในฐานะผู้ผลิตผลงานสื่อมวลชนดีเด่นเพื่อเยาวชน ประจำปี 2535-2536

            รางวัล "เพชรสยาม 36" ซึ่งเป็นรายการที่จุดประกายกระตุ้นสำนึกในเอกลักษณ์ไทยแก่ส่วนรวม ปี 2537  
135  สมาชิก VIP / General Discussion / เจ้านายแบบไหนที่ลูกน้องต้องการ เมื่อ: เมษายน 29, 2010, 07:52:32 PM

เจ้านายแบบไหนที่ลูกน้องต้องการ
           ในที่ทำงานย่อมมี ทั้งเจ้านายและ ลูกน้อง ที่ต้องทำงานร่วมกัน เจ้านายส่วนใหญ่ก็จะมีลูกน้องในฝันที่อยากจะให้เป็น เช่น ขยันขันแข็ง ทำงานเต็มที่ จงรักภักดี ไม่มีป่วยไข้
ส่วนลูกน้องเอง ก็อยากมีเจ้านายในฝัน ที่พวกเขาต้องการด้วยเช่นกัน เดี๋ยวนี้ในองค์กรข้ามชาติ เขามีใบประเมินผลเจ้านายกันแล้ว และปิดผนึกส่งกลับไปที่สำนักงานใหญ่อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบว่า ตรงตาม มาตรฐาน ที่บริษัทแม่ต้องการหรือเปล่า ลองสำรวจดูซิว่า เจ้านายแบบไหนกันบ้าง ที่ได้ชื่อว่าเป็นนายที่ลูกน้องต้องการ
  ตัดสินใจเด็ดขาด
เจ้านายที่ตัดสินอย่างเด็ดขาด และมักถูกต้องเสมอ มีเหตุมีผล พูดจาคำไหนคำนั้น ถือได้ว่าเป็นผู้นำที่ดีที่สุด ของลูกน้อง บางครั้งการตัดสินใจ ดูเหมือนจะใช้ความคิดของตนเป็นใหญ่ ไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ เพราะเขากำลัง อยู่ใน บทบาทซึ่งเป็นผู้นำ ถ้าผู้นำมีความมุ่งมั่น ตัดสินใจเร็ว ไม่โลเล เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยๆ ลูกน้องก็จะเกิดความมั่นใจเชื่อถือ และสามารถทำงานได้โดยไม่สะดุดบ่อยๆ
  มีเป้าหมายชัดเจน
นอกจากจะเฉียบขาดแล้ว นายที่มีจุดยืน มีอุดมการณ์ หรือมี จุดหมายที่ชัดเจน ก็เป็นที่ต้องการเป็นอย่างยิ่ง จุดหมายที่ องค์กรมีร่วมกัน โดยมีนายเป็นผู้นำนั้น ก็เหมือนกับเส้น หลักชัย ที่ต้องเดินไปให้ถึง ถ้ามีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน แล้ว เราก็ สามารถมุ่งหน้า ไปยังจุดๆนั้นได้ง่าย และเร็วขึ้น เพราะเรารู้ว่าเรา กำลังทำอะไรอยู่ คนที่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่นั้น ย่อมดีกว่า เดินไป คิดลังเลไป เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เดี๋ยวเยสเดี๋ยวโน จริงไหมคะ
 
  รู้จักใช้คน

Put he right man in the right job . ยังใช้ได้ดีในทุกสถานการณ์ และทุกที่ นายที่ดีต้องรู้จักลุกน้องของตนว่าใครเหมาะที่จะทำอะไร งานไหนควรให้ใครรับผิดชอบ คนไหนเก่งอะไรแต่มี ข้อบกพร่อง ไปบ้าง ก็พยายามแก้ไขให้เขาสมบูรณ์แบบขึ้น ใครขาดใคร เกินส่วนไหน ก็ปรับแต่งให้ลงตัว จึงจะเรียกว่า บริหารคนเป็น การรู้จักนิสัยใจคอ ความชอบส่วนตัวของลูกน้อง นอกจากจะทำให้ ได้งาน ที่มีประสิทธิภาพขึ้นแล้ว ยังเป็นข้อหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า เจ้านายใส่ใจลูกน้องเป็นอย่างดี
  ซื่อสัตย์

นอกจากจะเป็นคนที่ทำงานเก่งแล้ว เจ้านายตัวอย่าง ควรจะมี ความซื่อสัตย์ ต่อองค์กรด้วย บริหารค่าใช้จ่ายภายในอย่างเป็น ธรรมถูกต้อง ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ ให้กลายเป็นที่ วิพากษ์ วิจารณ์ได้ การมีเจ้านายเป็นคนเก่ง และเป็นคนดีที่ ไว้ใจได้ อาจพูดได้ว่า เป็นโชคดีชั้นหนึ่งของลูกน้อง ที่ได้ร่วมงานด้วย เลยทีเดียว
  สนับสนุนลูกน้อง

นายที่ดีต้องให้โอกาสลูกน้อง หรือผู้ใต้บังคับบัญชา ได้มีโอกาส ทำงาน ที่พิสูจน์ความสามารถของตนเองด้วย งานใดจะส่งเสริม ให้ความ สามารถของลูกน้อง โดดเด่นเป็นที่ยอมรับ ก็ควรสนับ สนุน ไม่ใช่ แย่งผลงานของลูกน้องมาเป็นผลงานของ ตัวเอง หมดเสียทุกครั้งไป ให้โอกาสเขาได้เจริญเติบโต พร้อมทั้งผลักดัน สนับสนุน ให้สร้างเสริม ความสามารถขึ้นเรื่อยๆ เจ้านายที่ดีต้อง สร้าง ลูกน้อง ให้เก่งขึ้นกว่า เดิม เพื่อที่เขา จะมาทำงานแทนเรา ได้ในอนาคต }
หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10

Powered by MySQL Powered by PHP Valid XHTML 1.0! Valid CSS!