TARADTHONG.COM
กุมภาพันธ์ 27, 2020, 06:53:40 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ตลาดทองดอทคอม
 
  หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

Copy Code


  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 4
1  สมาชิก VIP / General Discussion / Re: ฮิตาชิ จัดกิจกรรมพิเศษผ่านเฟซบุ๊ค www.facebook.com/HitachiThailand เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2012, 10:30:41 AM
ขอบคุณครับที่นำเสนอรายการร่วมสนุกดีๆมาให้สมาชิกได้ทราบโดยทั่วกัน
2  เกี่ยวกับเว็บตลาดทองดอทคอม / ปัญหา ถามตอบ / Re: สอบถาม admin การลงโปรแกรมMT4 ครับ เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2012, 10:28:31 AM
เขาจะส่ง password ตาม e-mail ที่ได้ลงทะเบียนไว้ครับ

แต่สิ่งที่ต้องบอกเอาไว้ก่อนภายหลังจากเข้าไปใช้โปรแกรม คือ จะมี e-mail เชิญชวนเราเข้าไปเปิดใช้บริการกับเขา(แบบเสียเงิน)

ของฟรีไม่มีในโลก และของที่ฟรีจริงๆมักมีเงื่อนไข หากแต่ถ้าเราไม่คิดอะไรมาก e-mail เชิญชวนก็จับส่งไปที่ JunkMail ซะเพียงเท่านี้ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะ Smiley
3  สมาชิก VIP / General Discussion / วิธีถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อ: ตุลาคม 01, 2011, 09:55:51 PM
วิธีถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์



ถนอม "สายตา" คู่สวย ยามนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ด้วยวิธีง่ายๆ

1. เริ่มจาก จอภาพ ควรห่างจากสายตาประมาณ 1 ช่วงแขน และ ตั้งกับโต๊ะที่ไม่สูงหรือต่ำเกินไป หากระยะห่างระหว่างจอกับตาไม่สัมพันธ์กัน จะทำให้รู้สึกเมื่อยล้าและปวดตาได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณไหล่และหลังเกร็ง เนื่องจากท่านั่งไม่สมดุล และต้องก้ม-เงย เป็นเวลานาน

2. ปรับแสงหน้าจอคอมฯ ให้รู้สึกสบายตา โดยดูจากสภาพแวดล้อมในห้องด้วยว่า เมื่อส่องมากระทบจะมีแสงจ้าเกินไปหรือไม่ เพราะแสงที่สว่างมากจะส่งผลเสียต่อตาได้ง่าย อาจทำให้รู้สึกแห้งและแสบตา

3. คลายความล้า โดยหยุดพักทุก 30 นาที มองไปไกล ๆ หรือหลับตาประมาณ 5 นาที จากนั้น อาจเปลี่ยนอิริยาบถยืดเส้นยืดสาย เพื่อลดปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเนื่องจากการใช้คอมฯ เป็นเวลานาน

4. หลังทำงานเสร็จ หลับตา แล้วใช้น้ำเย็นชโลมดวงตา หรือหาผ้าชุบน้ำหมาด ๆ มาปะคบประมาณ 5 นาที จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา และทำให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาได้ดี

ลองไปปรับใช้กับคอมพิวเตอร์เครื่องโปรดกันดู เพื่อถนอมดวงตาคู่สวยให้ใสปิ๊ง และทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ
4  สมาชิก VIP / General Discussion / 1 ตุลาคม วันผู้สูงอายุสากล เมื่อ: ตุลาคม 01, 2011, 09:53:04 PM
1 ตุลาคม วันผู้สูงอายุสากล




ปัจจุบันนี้ "มนุษย์" มีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น เนื่องจากวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชากร "วัยสูงอายุ" ยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุก ๆ ปี โดยองค์การสหประชาชาติได้คาดการณ์ว่า ในปี ค.ศ.2025 ( พ.ศ.2568) จะมีประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปี ถึง 1,200 ล้านคนทั่วไป และในปี ค.ศ.2050 (พ.ศ.2593) จะมีประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีทั่วโลกถึงเกือบ 2,000 ล้านคนเลยทีเดียว

            แต่ทว่าในจำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้นนี้ กลับมีผู้สูงอายุอีกหลายคน ที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและถูกทอดทิ้งโดยไม่เห็นคุณค่า และนี่ก็คือที่มาของการกำหนดให้ วันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปีเป็น "วันผู้สูงอายุสากล"

            ที่มาของ วันผู้สูงอายุสากล

            องค์การสหประชาชาติกำหนดให้ทุกวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี เป็น "วันผู้สูงอายุสากล" หรือ "International Day of Older Persons" โดยกำหนดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ.1991 (พ.ศ.2534) จากการประชุมขององค์การสหประชาชาติเมื่อปี ค.ศ.1990 ( พ.ศ.2533) ทั้งนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2525 องค์การสหประชาชาติได้เคยจัดประชุมสมัชชาโลกเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และได้ให้ความหมายของคำว่า "ผู้สูงอายุ" ว่า

            ผู้สูงอายุ คือ บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไปทั้งชายและหญิง แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ ผู้สูงอายุตอนต้น คือ บุคคลที่มีอายุ 60-69 ปี ทั้งชายและหญิง และผู้สูงอายุตอนปลาย คือ บุคคลที่มีอายุ 70 ปี ขึ้นไปทั้งชายและหญิง

            จุดประสงค์ของการกำหนดวันผู้สูงอายุสากล

            วันผู้สูงอายุสากล ถือเป็นวันสำคัญของผู้สูงอายุทั่วโลก เพราะแต่ละแห่งทั่วโลกจะได้จัดงานเฉลิมฉลองให้กับผู้สูงอายุ เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของผู้สูงอายุ ให้คนทั่วไปตระหนักว่า ชั่วชีวิตที่ผ่านมาผู้สูงอายุได้สร้างคุณประโยชน์ คุณงามความดีไว้มากมาย รวมทั้งสรรค์สร้างทุก ๆ สิ่งมาให้กับสังคมตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน

            วันผู้สูงอายุในแต่ละประเทศ

            ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ล้วนให้ความสำคัญกับวัยสูงอายุเป็นอย่างมาก และมีการกำหนดวันเพื่อเฉลิมฉลอง และตระหนักถึงคุณงามความดีของผู้สูงอายุ อย่างเช่น "วันผู้สูงอายุแห่งชาติ" (National Grandparents Day) ของที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศแคนาดา ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นเองก็มีวันให้ความเคารพต่อผู้สูงอายุเช่นกัน (Respect for the Aged Day) ซึ่งตรงกับวันจันทร์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายนของทุกปี

            สำหรับในประเทศไทยเอง ได้ตระหนักถึงคุณค่าของผู้สูงอายุเช่นกัน โดยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้กำหนดให้วันที่ 13 เมษายนของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันสงกรานต์ และวันปีใหม่ของไทย เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานและจัดให้มีกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับผู้สูงอายุของทุกปี

            นอกจากการกำหนดให้วันที่ 13 เมษายน เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติแล้ว ยังได้กำหนดให้ "ดอกลำดวน" เป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุด้วย ซึ่งสาเหตุที่เลือก "ดอกลำดวน" เนื่องจากต้นลำดวนหรือหอมหวล (Melodorum fruticosum Lour) ตามชื่อไทยพื้นเมือง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sphaerocoryne clavipes.จัดอยู่ในวงศ์ Annonaceae. เป็นพืชยืนต้นที่มีอยู่มากในสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี คอยให้ความร่มเย็น ลำต้นของลำดวนมีอายุยืน มีใบเขียวตลอดปี ดอกสีเหลืองนวล กลิ่นหอมเย็น กลีบแข็งแรงไม่ร่วงง่าย เปรียบเหมือนกับผู้ทรงวัยวุฒิที่คงคุณธรรมคุณงามความดีให้กับลูกหลานไว้เป็นแบบอย่างสืบต่อไป

            ด้วยเหตุนี้ ลูกหลานทุกคนควรที่จะเอาใจใส่ และแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้สูงอายุ รวมทั้งตระหนักถึงคุณค่า และเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุทุกท่านกันด้วยนะ
5  สมาชิก VIP / ข่าวตลาดทอง / “แบลคมันเดย์” เพิ่งเริ่มต้นและยังต้องมาอีกหลายระลอก เมื่อ: ตุลาคม 01, 2011, 10:29:40 AM
 “แบลคมันเดย์” เพิ่งเริ่มต้นและยังต้องมาอีกหลายระลอก

ปรากฏการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554 ที่ตลาดหุ้น ทองคำ น้ำมัน และค่าเงิน ทั่วโลกลดมูลค่าพร้อมๆกันและหลังจากนั้นเกิดการช้อนซื้อครั้งใหญ่ เป็นสัญญาณเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังจะต้องมาถึงอย่างแน่นอนแล้ว จนเรียกกันว่าเป็น “วันจันทร์สีดำ”หรือ “แบล็คมันเดย์”
       
          และสิ่งที่เกิดขึ้นวันจันทร์ที่ผ่านมาเกิดจากปัจจัย 2 ประการคือ
       
          ประการแรก ธนาคารหลายแห่งทั้งในยุโรปและอเมริกา ทยอยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดความหวั่นวิตกว่า กรีซ อาจจะพักชำระหนี้หรือ “ชักดาบ” ลดหนี้อันมหาศาลของตัวเองและจะส่งผลเสียหายต่อธนาคารในยุโรป อันเป็นแหล่งเงินทุนของเฮดจ์ฟันด์ไปด้วย
       
          เมื่อธนาคารในยุโรปและสหรัฐอเมริกาถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ จึงเกิดการสั่นคลอนอย่างหนัก และทำให้ธนาคารพาณิชย์ซึ่งปล่อยกู้ให้กับ เฮดจ์ฟันด์ ซึ่งได้ไปเข้าไปปั่นราคาในตลาด หุ้น น้ำมัน ทองคำ และค่าเงินแต่ละประเทศ จำเป็นต้องเรียกเงินคืนอย่างเร่งด่วน เพื่อสำรองเงินสดเอาไว้ในมือทั้งเตรียมความพร้อมให้กับผู้ที่ถอนเงินออกจากธนาคาร และเตรียมความพร้อมสำหรับการที่ต้องเพิ่มทุนอย่างเร่งด่วน
       
          ประการที่สอง เฮดจ์ฟันด์เมื่อถูกธนาคาร “เริ่ม” ทวงหนี้ระลอกแรก นอกจากจะต้องเทขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ในมือเพื่อคืนหนี้ธนาคารแล้ว ยังถือโอกาสทำกำไรด้วยการผสมโรงเทขายมากกว่าเงินที่ต้องคืนให้กับธนาคารในยุโรป ด้านหนึ่งเพื่อทำกำไรสูบความมั่งคั่งในแต่ละประเทศ อีกด้านหนึ่งทุบเพื่อกดราคาสินทรัพย์ทั่วโลกให้ต่ำ ทั้งหุ้น น้ำมัน ทองคำ และค่าเงิน และเข้าช้อนซื้อเตรียมทำกำไรแบบนี้อีกหลายระลอก
       
          ที่ว่าปรากฏการณ์แบบ “แบลคมันเดย์” ยังจะต้องเกิดขึ้นอีกหลายระลอกนั้น ก็เพราะเหตุว่าการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในยุโรป “จะต้องเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง” เพราะในขณะนี้แม้ยังไม่มีใครชักดาบจริงๆ แต่ก็เล็งเห็นได้แล้วว่าจะต้องเกิดการ "ลดหนี้” และ “ยืดหนี้” เกิดขึ้นอย่างแน่นอนในยุโรปหลายแห่ง
       
          4.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คือตัวเลขเบื้องต้นที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ เรียกร้องให้ธนาคารพาณิชย์ในยุโรปต้องเร่งเพิ่มทุนด้วยเม็ดเงินดังกล่าว ซึ่งถือว่าไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆ ในภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา
       
          ปัญหาหลักสำคัญในเวลานี้ก็คือยุโรปและอเมริกากลายเป็นประเทศสูญเสียความสามารถการแข่งขันด้านการผลิตให้กับภูมิภาคเอเชีย จึงล้วนแล้วแต่เสียดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดทุกปีให้กับภูมิภาคเอเชีย จนเงินตราในทุนสำรองระหว่างประเทศได้หดหาย จึงแก้ปัญหาด้วยการที่รัฐบาลแต่ละประเทศออกพันธบัตรกู้เงินต่างประเทศจนกระทั่งหนี้สินล้นพ้นตัว
         
          บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง แสดนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (แปลว่า:บริษัทมาตรฐานและยากจน) และ มูดีส์ (แปลว่า:บริษัทขี้หงุดหงิด) ต่างเป็นตัวการสำคัญที่ปรนเปรอตราสารในยุโรปและอเมริกาจัดอันดับว่าน่าเชื่อถือมาก ทำให้กู้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด และเมื่อโลกตื่นขึ้นมาพร้อมๆกันจึงทำให้ยุโรปและสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญหน้ากับชีวิตจริงว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้แล้ว บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือเหล่านนี้จึงหนีไม่พ้นต้องมาปรับอันดับความน่าเชื่อถือให้ลดลงในภายหลัง
       
          แต่วิกฤติของโลกครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่า วิกฤติต้มยำกุ้ง เมื่อปี พ.ศ. 2540 หลายเท่าตัวนัก และตัวเลขหนึ่งที่เห็นสัญญาณนี้ก็คือ ตัวเลขสัดส่วนระหว่าง “หนี้ต่างประเทศ” กับ “ทุนสำรองระหว่างประเทศ”
       
          ประเทศไทยที่ระบุว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤตต้มยำกุ้งลามไปทั้งภูมิภาคเอเชียในปี 2540 นั้น ก่อนหน้านั้น 1 ปี (พ.ศ.2539) ไทยมีหนี้ต่างประเทศทั้งของรัฐและเอกชนรวม 108,742 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีทุนสำรองระหว่างประเทศ 38,724 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีหนี้ต่างประเทศสูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศถึง 2.8 เท่า จึงถูกโจมตีค่าเงินถอนหนี้ระยะสั้นอย่างเร่งด่วน จนแทบหมดทุนสำรองระหว่างประเทศ ยอมลอยค่าเงินบาท แก้ไขกฎหมายเอื้อประโยชน์ต่างชาติมาสูบและปล้นสินทรัพย์ในประเทศไทย
       
          ขนาดประเทศไทยมีหนี้ต่างประเทศ 1 แสนกว่าล้านเหรียญ และมีหนี้มากกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศ 2.8 เท่าตัว ยังเกิดวิกฤติลามไปทั่วภูมิภาคได้ แต่คราวนี้ปัญหาใหญ่กว่าและเลวร้ายกว่าปี 2540 หลายสิบเท่าตัว
       
          เมื่อเทียบตัวเลขสัดส่วนหนี้ต่างประเทศกับทุนสำรองระหว่างประเทศของแต่ละประเทศในยุโรปรอบนี้ ก็จะพบตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้ กรีซมีหนี้ต่างประเทศสูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศ 77 เท่าตัว, อังกฤษมีหนี้ต่างประเทศสูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศ 79 เท่าตัว, สเปน มีหนี้ต่างประเทศสูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศ 55 เท่าตัว, ไอร์แลนด์ มีหนี้ต่างประเทศสูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศ 54 เท่าตัว, ฝรั่งเศส มีหนี้ต่างประเทศสูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศ 26 เท่าตัว, โปรตุเกส มีหนี้ต่างประเทศสูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศ 22 เท่าตัว, เยอรมนี มีหนี้ต่างประเทศสูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศ 20 เท่าตัว, อิตาลี มีหนี้ต่างประเทศสูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศ 13 เท่าตัว
       
          หนี้ต่างประเทศของ 8 ประเทศข้างต้นนั้นรวมกันแล้วสูงถึง 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ!
       
       8 ประเทศนี้มีอาการเหมือนกันคือ มีหนี้ต่างประเทศมากกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศนับหลายสิบเท่าตัว และขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนักทุกปี (ยกเว้นเยอรมนี) เปรียบเสมือนคนมีหนี้สินต่างประเทศล้นพ้นตัวแต่ไม่มีความสามารถในการค้าขายต่างประเทศที่จะไปชำระหนี้สินอันมหาศาลได้ทุกปี
       
          ซ้ำร้ายกว่านั้นรัฐบาลในประเทศเหล่านี้ก็มีภาระค่าสวัสดิการที่ต้องดูแลประชาชนจำนวนมหาศาลขาดดุลงบประมาณและต้องกู้หนี้ยืมสินจนก่อให้เกิดหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง และยังมีอัตราการว่างงานในประเทศอยู่ในระดับสูง ได้แก่ กรีซ มีหนี้สาธารณะคิดเป็น 143% เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) แต่มีการว่างงานสูงถึง 16.30% , อิตาลี มีหนี้สาธารณะคิดเป็น 119% ของ GDP มีอัตราการว่างงาน 8%, ไอร์แลนด์มีหนี้สาธารณะ 96.7% ของ GDP มีอัตราการว่างงาน 14.3% , โปรตุเกสมีหนี้สาธารณะ 93% ของGDP มีอัตราการว่างงาน 12.10%, เยอรมนีมีหนี้สาธารณะ 83% ของ GDP มีอัตราการว่างงาน 7%, ฝรั่งเศสมีหนี้สาธารณะ 82% ของ GDP มีอัตราการว่างงาน 9.60%, อังกฤษมีหนี้สาธารณะ 76% ของ GDP มีอัตราการว่างงาน 7.90%, สเปนมีหนี้สาธารณะ 60%ของ GDP มีอัตราการว่างงาน 20.89%
       
          ปัจจัยชี้ขาดว่าจะพังวันไหนก็คือ “หนี้ระยะสั้น” ของแต่ละประเทศว่าจะถูกทวงคืนเร็วแค่ไหน และสามารถกู้หนี้ใหม่มาคืนหนี้เก่าได้ทันหรือไม่เท่านั้น และหากยังแก้ไขปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ได้ การปล่อยกู้ก้อนใหม่ก็เสมือนการสร้าง “แชร์ลูกโซ่”ให้ขยายใหญ่โตมากขึ้นรอวันระเบิดข้างหน้า
       
          ยุโรปมีเงินทุนสำรองสำหรับรองรับระบบเงินยูโรโดยมีประเทศต่างๆได้ลงขันเป็นสมาชิกมีอยู่ทั้งสิ้น 8.86 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่เป็นเงินที่อยู่เป็นสินทรัพย์ของธนาคารกลางของยุโรปเพียง 7.914 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อรวมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่มีเงินที่จะรับวิกฤตของโลกได้เพียงแค่ 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งไม่น่าจะมีเงินเพียงพอที่จะไปรับมือกับวิกฤติหนี้ของยุโรปในเวลานี้
       
          ทั่วโลกจึงประเมินและทำใจแล้วว่าจะต้องเกิดการ “ลดหนี้” และ “ยืดหนี้” ทั้งในกรีซและอีกหลายแห่งในยุโรป เพียงแต่ว่าจะหาทางอย่างไรให้ธนาคารในยุโรปไม่ล้ม เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปรากฏการณ์ที่ธุรกิจจะทยอยล้มไปด้วย (โดยหวังเอาเงินของประเทศและประชาชนในยุโรปไปอุ้ม)
       
          การรีดภาษีจากประชาชน, ขายรัฐวิสาหกิจและทรัพย์สินของรัฐ, ลดตัดค่าใช้จ่ายและสวัสดิการของประชาชนและตัดงบประมาณภาครัฐ คือสูตรที่เจ้าหนี้จะต้องบังคับต่อไปเพื่อหาเงินมาคืนหนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมากโดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ใช้ชีวิตสบายและมีสวัสดิการในชีวิตมาอย่างยาวนาน ต่างจากคนในภูมิภาคเอเชียที่ปากกัดตีนถีบและมีความอดทนมากกว่า
       
          และสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นก็คือ ธนาคารในยุโรปและอเมริกาจะต้องเรียกเงินคืนจากเฮดจ์ฟันด์อีกหลายระลอก และทำให้เหล่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์นั้นต้องเทขายสินทรัพย์ต่างประเทศแล้วช้อนซื้อเป็นวัฏจักรอีกไม่กี่รอบก่อนวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้จะระเบิดขึ้น เพียงแต่ช่วงเวลานี้สายชนวนระเบิดได้ถูกจุดและสั้นลงทุกที ทำให้เหล่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์ต้องเร่งทำงานเข้าออกหลายระลอกวันต่อวัน นานทีต่อนาที เพื่อเร่งทำกำไร สร้างความผันผวนในราคา หุ้น น้ำมัน ทองคำ และค่าเงินไปทั่วโลก โดยมองแมลงเม่าทั่วโลกเป็นเหยื่อในการสูบความมั่งคั่งให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
       
          และที่แน่ๆ ก็คือค่าเงินยูโรจะต้องอ่อนค่าหนัก ธนาคารกลางในแต่ละประเทศก็คงไว้ใจถือพันธบัตรและทรัพย์สินดอลลาร์สหรัฐและยูโรไม่ได้ เพียงแต่ใครจะไวเปลี่ยนทรัพย์สินที่มีอยู่ในมือได้เร็วและมากกว่ากัน
       
          เอเชียในวันนี้มีความมั่งคั่งยิ่งกว่าสหรัฐอเมริกาและยุโรป เราอาจได้เห็นโอกาสกลับด้านที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียบางประเทศเข้าไปซื้อสินทรัพย์ ในยุโรปราคาถูกๆ (อย่างมียุทธศาสตร์) หลังเศรษฐกิจฟองสบู่แตกแล้ว
       
          สำหรับประเทศไทยปัจจุบันมีหนี้สินต่างประเทศประมาณ 82,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีทุนสำรองระหว่างประเทศ 1.85 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (มีหนี้ต่างประเทศคิดเป็น 44% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ) เกินดุลบัญชีเดินสะพัดปีที่แล้วถึง 12,290 ล้านเหรียญสหรัฐ มีหนี้สาธารณะประมาณ 43% และมีอัตราการว่างงานเพียงแค่ 0.44% โดยภาพรวมยังถือว่าประเทศไทยยังอยู่ในสถานภาพที่ดีกว่าอีกหลายประเทศในโลก
       
          แต่การล่มสลายของทุนนิยมสุดขั้วของอเมริกาและยุโรปย่อมกระทบต่อภาคธุรกิจในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (โดยเฉพาะภาคการส่งออกและภาคธนาคาร) รัฐบาลควรต้องพิจารณาบริหารจัดการกับ “ทุนเฮดจ์ฟันด์”ที่ฉวยโอกาสปั่นแล้วทุบ-ทุบแล้วปั่น ทำกำไรระยะสั้นเพื่อสูบความมั่งคั่งจากคนในชาติอย่างเร่งด่วน อีกทั้งรัฐบาลก็ถือว่ามาถูกทางแล้วในการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่าภายนอกประเทศ แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นพึงต้องคำนึงในการกระตุ้นให้คนมีเงินและเศรษฐีต้องใช้จ่ายและลงทุนเพื่อสร้างให้มาก และกระตุ้นให้คนจนให้รู้จักการออม ประหยัดใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลและระมัดระวังไม่ก่อหนี้เกินตัว เพื่อรองรับกับสถานการณ์กับภาวะวิกฤติของโลกที่กำลังจะมาในอีกไม่นานนี้
       
          และสำคัญที่สุดก็คือกระตุ้นเตือนจิตสำนึกในปรัชญาพระราชทาน “เศรษฐกิจพอเพียง” ให้คนไทยได้รู้จัก เข้าใจ และนำไปปฏิบัติ อันจะเป็นภูมิคุ้มกันที่จะทำให้ประเทศไทยได้รอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ได้
6  สมาชิก VIP / General Discussion / 24 กันยายน วันมหิดล เมื่อ: กันยายน 24, 2011, 09:09:03 PM
24 กันยายน วันมหิดล



วันที่ 24 กันยายน เป็นวันคล้ายวันทิวงคต(เสียชีวิต)ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (กรมหลวงสงขลานครินทร์) พระผู้ได้รับการถวายพระสมัญญาภิไธยจากแพทย์และประชาชนทั่วไปว่า "พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย"

          ด้วยพระราชกรณียกิจที่ได้ทรงบำเพ็ญแก่วงการแพทย์ และการสาธารณสุขของประเทศไทยมาตลอดระยะเวลา 12 ปีนั้น ได้เสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่โรงเรียนแพทย์ อีกทั้งได้ทรงพัฒนาการเรียนการสอน ตลอดจนการผลิตแพทย์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นการวางรากฐานแก่การแพทย์ และการสาธารณสุขให้เจริญพัฒนาก้าวหน้าทัดเทียมอารยะประเทศในกาลต่อมา

          คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจึงได้ขนานนามวันสำคัญนี้ว่า "วันมหิดล" เพื่อเป็นการถวายสักการะ และน้อมรำลึกต่อพระองค์ท่าน

          และในปี พ.ศ. 2493 หรือ 21 ปี หลังจากที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ได้ทิวงคต คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บรรดาศิษย์เก่าศิริราช ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้ร่วมใจกันสร้างพระราชาอนุสาวรีย์ขึ้น ณ ใจกลางโรงพยาบาลศิริราช เพื่อน้อมเกล้าถวายความกตัญญูกตเวที และเฉลิมฉลองพระเกียรติคุณให้ไพศาล เป็นแบบฉบับให้อนุชนรุ่นหลังได้เจริญตามรอยพระยุคลบาทสืบไป โดยมอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการสร้าง มีศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นผู้ควบคุมงาน

          ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินในพิธีเปิดพระราชอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2493 และนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 เป็นต้นมา ทุกวันที่ 24 กันยายน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้จัดงาน "วันมหิดล" โดยมีพิธีวางพวงมาลาถวายบังคมพระรูป พร้อมทั้งอ่านคำสดุดีพระเกียรติ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ เป็นประจำทุกปี

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันมหิดล

          1. เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณและผลงานของผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลก ให้ปรากฏแก่ มวลสมาชิกทั่วโลก

          2. เพื่อเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง ร่วมกับประเทศที่มีผู้ได้รับการยกย่อมเชิดชูเกียรติ

          ในการนี้รัฐบาลไทย โดยคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นผู้สืบค้นบรรพบุรุษไทยผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมเพื่อให้ยูเนสโกประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติแ ละได้ประกาศยกย่องสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงเป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลก ในวาระครบรอบ 100 ปี วันพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2535

ประวัติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

          สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระราชสมภพเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2434 และสวรรคตเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2472 รวมพระชนมายุ 37 พรรษา 8 เดือน 23 วัน

          ในเบื้องต้นได้ทรงศึกษาวิชาทหารเรือ ณ ประเทศเยอรมัน จากนั้นเสด็จกลับเข้ามารับราชการในกองทัพเรือ ต่อมา ทรงมีอาการประชวรเรื้อรังไม่ทรงสามารถรับราชการหนักเช่นการทหารเรือได้ ประกอบกับทรงสนพระทัยในกิจการทางด้านการแพทย์ จึงทรงพระอุตสาหะ เสด็จไปศึกษาวิชาการสาธารณสุขและวิชาแพทย์ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงสอบได้ประกาศนียบัตรการสาธารณสุข และปริญญาแพทยศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตเกียรตินิยม จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

          ภายหลังทรงสำเร็จการศึกษา พระองค์ได้ทรงประกอบพระกรณียกิจทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุขไว้อย่างมากมาย อาทิ

          1. ทรงเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์

          2. ทรงช่วยเหลือในการขยายกิจการของโรงพยาบาลศิริราช

          3. ประทานทรัพย์สินส่วนพระองค์ และจัดสร้างตึกคนไข้ และจัดหาที่พักสำหรับพยาบาลให้ได้อยู่อาศัย

          4. ทรงบริจาคทรัพย์เป็นทุนสำหรับส่งนักศึกษาแพทย์ และนักเรียนพยาบาลไปศึกษาต่อต่างประเทศ

          5. ประทานเงินเพื่อใช้ในการจัดหาเครื่องมือ สำหรับปฏิบัติการให้แก่โรงพยาบาล

          6. ทรงเป็นผู้แทนรัฐบาลติดต่อกับมูลนิธิรอคกีเฟลเลอร์ สาขาเอเซียบูรพา ในการปรับปรุง และวางมาตรฐานการศึกษา

          7. ทรงอุทิศเวลาส่วนใหญ่ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้วยพระองค์เอง

ธงวันมหิดล
                                                                  

การจัดกิจกรรมในวันมหิดล
 
          หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ขึ้น  อาทิ

          1. กิจกรรมรับบริจาคสมทบทุนศิริราชมูลนิธิ ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2503 เป็นต้นมา คณะนักศึกษาแพทย์และพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดกิจกรรมออกรับบริจาคสมทบทุนศิริราชมูลนิธิเนื่องในวันมหิดล ในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน ของทุกปี

          โดยกิจกรรมหนึ่งในการขอรับบริจาค คือ การจำหน่าย "ธงวันมหิดล" กิจกรรมดังกล่าว เริ่มมีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 ศ.นพ.กษาณ จาติกวนิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ได้เสนอให้ศิริราชมีการจำหน่าย "ธงวันมหิดล" เพื่อให้ประชาชนทุกฐานะมีส่วนเกื้อกูลผู้ป่วยยากไร้ของโรงพยาบาลศิริราช

          ในปีแรกมีการจำหน่ายธงขนาดกลางราคา 10 บาท และธงเล็กทำด้วยริบบิ้น ราคา 1 บาท นักศึกษาทุกหมู่เหล่าในวิทยาเขตศิริราช ได้ช่วยกันออกไปจำหน่าย ซึ่งรายได้ทั้งหมดนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ การรักษาพยาบาล และเครื่องอำนวยความสุขแก่ผู้ป่วยยากไร้

          โดยในครั้งแรกแบบธงวันมหิดลเป็นรูปสามเหลี่ยม มีรูปพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระบรมราชชนก พิมพ์อยู่ตรงกลางผืนเช่นเดียวกับในปัจจุบัน แต่พิมพ์เป็นรูปสีเขียวบนผ้าขาว ภายหลังได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ใช้ผ้าสีที่ตรงกับวันมหิดลในปีนั้น และทำสติ๊กเกอร์ขึ้นแทนธงริบบิ้น ต่อมา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ก่อตั้งศิริราชมูลนิธิขึ้นเพื่อบริหารจัดการด้านการเงินให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น คณะฯ จึงมอบให้ศิริราชมูลนิธิ รับผิดชอบการจำหน่ายธงวันมหิดล

          ใน พ.ศ.2502 การจำหน่ายธงได้ผลดีเกินคาด ธงไม่พอสำหรับวันขายใหญ่ "กลุ่มอาสามหาวิทยาลัยมหิดล" ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาจากทุกคณะ และทุกวิทยาเขตจึงอาสาทำธงให้ โดยระดมทำอยู่ 2 วัน 2 คืน จนมีธงพอจำหน่ายในวันที่ 23 กันยายน ในปีนั้น


          ปีต่อมาคณะกรรมการจำหน่ายธงวันมหิดล จึงมีมติให้จ้างกลุ่มอาสาฯ ทำธงแทนจ้างบริษัทเอกชน เพราะเล็งเห็นว่านักศึกษาทำได้ดีเทียบเท่ามืออาชีพ และยังเป็นการสนับสนุนการทำกิจกรรมของนักศึกษา นอกจากนี้ผลกำไรทางกลุ่มอาสาฯ ยังนำไปสร้าง โรงเรียนในชนบททุกปี เรียกว่าได้บุญ 1 ต่อ

          สำหรับสีของธงในแต่ละปีจะตรงกับวันมหิดลในปีนั้นๆ เช่น ปีนี้วันมหิดลตรงกับวันพุธ ธงจึงเป็นสีเขียว และเมื่อบริจาคเงินสมทบทุนศิริราชมูลนิธิ จะมีสติกเกอร์วันมหิดล มอบเป็นของที่ระลึก

          2. การจัดนิทรรศการ เช่น พระราชประวัติ และผลงานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

          3. การจัดสัมมนาทางวิชาการ เช่น การแพทย์ใหม่ในประเทศไทย

          4. การอภิปรายตามแนวพระราชดำริ เกี่ยวกับการแพทย์ไทย

          5. การประกวด หรือการแข่งขันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การประกวดโรงพยาบาลดีเด่น

          6. อื่น ๆ เช่น การมอบรางวัลให้กับแพทย์ พยาบาล ดีเด่น และผู้เสียสละเพื่อชาวชนบท เพื่อสังคม
7  สมาชิก VIP / ข่าวตลาดทอง / มูดีส์ลดเครดิตแบงก์ออฟอเมริกา,ซิตี้กรุ๊ป,เวลส์ฟาร์โก หวั่นรัฐเลิกอุ้มแบงก์ใหญ่ เมื่อ: กันยายน 22, 2011, 10:14:37 AM
มูดีส์ลดเครดิตแบงก์ออฟอเมริกา,ซิตี้กรุ๊ป,เวลส์ฟาร์โก หวั่นรัฐเลิกอุ้มแบงก์ใหญ่


สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 22 กันยายน 2554 09:24:03 น.
มูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งได้แก่ แบงก์ ออฟ อเมริกา, เวลส์ ฟาร์โก แอนด์โค และซิตี้กรุ๊ป อิงค์ เนื่องจากความกังวลที่ว่ารัฐบาลสหรัฐอาจไม่เต็มใจที่จะสนับสนุนนธนาคารรายใหญ่ภายในประเทศ

มูดีส์เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้มากขึ้นว่ารัฐบาลสหรัฐจะไม่ให้การสนับสนุนสถาบันการเงินรายใหญ่ หากธนาคารเหล่านี้ประสบปัญหาในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านการเงิน

ทั้งนี้ มูดีส์ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้บุริมสิทธิ์ระยะยาวของแบงก์ ออฟ อเมริกา ลงมาอยู่ที่ระดับ Baa1 จากระดับ A2 และลดอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้บุริมสิทธิ์ระยะสั้นลงสู่ระดับ Prime 2 จากระดับ Prime 1

นอกจากนี้ มูดีส์ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้ระยะยาวของเวลส์ ฟาร์โก ลงสู่ระดับ A1 จากระดับ Aa3 และลดอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้ระยะสั้นของซิตี้กรุ๊ปลงสู่ระดับ Prime 1 จากระดับ Prime 2 โดยมูดีส์ให้แนวโน้มความน่าเชื่อถือของธนาคารทั้ง 3 แห่งเป็นเชิงลบ สำนักข่าวซินหัวรายงาน

--อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช/สุนิตา
8  สมาชิก VIP / ข่าวตลาดทอง / UBSเจ๊งเงินถึง2พันล้านดอลลาร์'เทรดเดอร์'ค้าหลักทรัพย์นอกอำนาจ เมื่อ: กันยายน 16, 2011, 07:36:23 AM
UBSเจ๊งเงินถึง2พันล้านดอลลาร์'เทรดเดอร์'ค้าหลักทรัพย์นอกอำนาจ


 เอเจนซี/เอเอฟพี - ยูบีเอส ธนาคารใหญ่สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ แถลงวันพฤหัสบดี(15)ว่า เทรดเดอร์ของตนผู้หนึ่งทำให้ทางธนาคารต้องขาดทุนไปประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ จากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่อยู่นอกเหนืออำนาจที่ได้รับมอบหมาย ขณะที่ตำรวจในกรุงลอนดอน ได้เข้าจับกุมชายวัย 31 ปีชื่อ คะเวกู อะโดโบลี ซึ่งน่าจะเป็นเทรดเดอร์รายนี้
       
       อะโดโบลี ถูกตำรวจลอนดอนจับกุมตัว เนื่องจากต้องสงสัยว่ากระทำการฉ้อโกง สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างว่าเป็นการเปิดเผยของแหล่งข่าว ขณะที่ตามประวัติของเขาที่ใส่ไว้ในเครือข่ายสังคม “ลิ้งค์อิน” ระบุว่า เขาเป็นผู้อำนวยการคนหนึ่งของกองทุนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ และในผลิตภัณฑ์ “เดลต้า 1” โดยทำงานอยู่ในสาขาลอนดอน ของธนาคารยูบีเอส
       
       ยูบีเอสยังไม่ได้แถลงอย่างเป็นทางการว่า เทรดเดอร์ของตนที่ซื้อขายหลักทรัพย์นอกเหนืออำนาจผู้นี้เป็นใคร แต่โฆษกของธนาคารผู้หนึ่งกล่าวว่า สามารถยืนยันได้ว่ามีลูกจ้างธนาคารคนหนึ่งถูกจับกุมในกรุงลอนดอน โดยที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ยูบีเอสได้แถลงไว้นี้
       
       ธนาคารใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์แห่งนี้บอกด้วยว่า จากการกระทำของเทรดเดอร์นอกรีตผู้นี้ อาจจะทำให้ผลประกอบการของยูบีเอสในไตรมาส 3 ปีนี้ประสบกับการขาดทุน ถ้าหากเป็นเช่นนี้จริงๆ พวกนักวิเคราะห์มองว่าจะเป็นการสร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงให้แก่ยูบีเอส ที่กำลังพยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของตนเองขึ้นมาใหม่ ภายหลังเผชิญวิกฤตอันร้ายแรงมาหลายปี
       
       นอกจากนั้นการขาดทุนจากเรื่องนี้ น่าจะเป็นการทำลายดอกผลของโครงการตัดลดค่าใช้จ่ายที่ยูบีเอสเพิ่งประกาศไปในเดือนที่แล้ว โดยมาตรการที่สำคัญคือการตัดลดตำแหน่งงานลง 3,500 ตำแหน่ง ทั้งนี้ทางธนาคารประมาณการว่าโครงการนี้จะช่วยให้ประหยัดเงินได้ 2,500 ล้านฟรังก์สวิส
       
       ขณะเดียวกัน มันยังจะคุกคามอนาคตของกิจการวาณิชธนกิจของยูบีเอสอีกด้วย โดยที่กิจการด้านนี้กำลังได้รับการพิจารณาทบทวนจาก ออสวอลด์ กรือเบิล ซีอีโอของธนาคาร ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างอย่างขนานใหญ่ ภายหลังที่ยูบีเอสประสบการขาดทุนอย่างหนักหน่วงจากวิกฤตภาคการเงินปี 2008 แถมยังเผชิญกับเรื่องอื้อฉาวที่นายแบงก์ยูบีเอสในสหรัฐฯถูกกล่าวโทษว่าช่วยเหลือลูกค้ารวยๆ ในประเทศนั้นหนีภาษี
       
       ยูบีเอสคาดการณ์เอาไว้ว่า จะมีการประกาศเรื่องการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในวันที่ 17 พฤศจิกายน แต่สำหรับในกรณีล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้น ธนาคารยืนยันว่าไม่ได้กระทบกระเทือนฐานะหรือพอร์ตการลงทุนของลูกค้าใดๆ ทั้งสิ้น
       
       ตามตัวเลข ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ธนาคารแห่งนี้ว่าจ้างคนทำงานในกิจการวาณิชธนกิจเป็นจำนวนถึงเกือบ 18,000 คน ส่วนใหญ่ปฏิบัติงานอยู่นอกสวิตเซอร์แลนด์ โดยที่สำคัญคืออยู่ในลอนดอน และสหรัฐฯ
       
       ข่าวร้ายคราวนี้ทำให้หุ้นของยูบีเอสไหลรูดในตลาดหลักทรัพย์ของสวิส โดยในช่วงบ่ายนั้น ราคาลดฮวบไปราวๆ 9% ขณะที่ภาคธนาคารยุโรปโดยรวมสูงขึ้นเกือบ 5%
       
       ยูบีเอสนั้นเพิ่งเริ่มต้นมองเห็นความเชื่อมั่นของลูกค้ากลับคืนมาในปีนี้ หลังจากที่ธนาคารเคยย่ำแย่ถึงขั้นต้องขอความช่วยเหลือกู้ชีวิตจากทางการสวิตเซอร์แลนด์ในปี 2008 เพราะขาดทุนมหาศาลจากสินทรัพย์เน่าเสียที่กิจการวาณิชธนกิจของแบงก์ถือครองอยู่ ในอดีตที่ผ่านมา ธนาคารแห่งนี้เคยมีประวัติในเรื่องเกิดความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ทางด้านการบริหารความเสี่ยงสำคัญๆ อยู่หลายครั้ง โดยที่ยูบีเอสจะให้สัญญาซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าจะแก้ไขระบบความเสี่ยงของตนให้ดีขึ้น
       
       ก่อนหน้ากรณีล่าสุดของยูบีเอสนี้ เมื่อปี 2008 โซซิเยเต้ เจเนราล (ซอคเจน) ธนาคารใหญ่สัญชาติฝรั่งเศสก็เคยประสบกรณีเทรดเดอร์นอกรีต ชื่อ เจอโรม เคร์เวียล ทำการซื้อขายนอกเหนืออำนาจที่ได้รับมอบหมาย จนทำให้ทางแบงก์ขาดทุนไปถึง 4,900 ล้านยูโร (เท่ากับ 7,100 ล้านดอลลาร์ในเวลานั้น)
       
       เวลาต่อมา เคร์เวียลถูกศาลตัดสินจำคุก 5 ปี โดยรอลงอาญา 2 ปี และต้องจ่ายเงินคืนธนาคาร 4,900 ล้านยูโร ถึงแม้ ซอคเจน แถลงว่าจะไม่ถึงกับเรียกร้องให้เขาต้องชดใช้เต็มจำนวนก็ตามที
9  สมาชิก VIP / ข่าวตลาดทอง / “จีน” หารือเพื่อซื้อพันธบัตร “อิตาลี” แต่ตลาดยังไม่เชื่อมั่น-“ยูโร” ตกวูบ เมื่อ: กันยายน 14, 2011, 07:04:18 AM
“จีน” หารือเพื่อซื้อพันธบัตร “อิตาลี” แต่ตลาดยังไม่เชื่อมั่น-“ยูโร” ตกวูบ

รอยเตอร์/ASTVผู้จัดการ - กระทรวงการคลังอิตาลี ยืนยันวานนี้ (13) รัฐมนตรี จูลิโอ เตรมอนตี ได้พบหารือกับคณะเจ้าหน้าที่จีนในสัปดาห์ที่แล้วจริงๆ โดยที่หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานก่อนหน้านี้ ว่า โรมได้ขอให้ปักกิ่งช่วยซื้อตราสารหนี้ของตนในปริมาณที่ “สำคัญ” อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ไม่ช่วยให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจในฐานะของแดนสปาเก็ตตี้ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของยูโรโซน เพราะการประมูลขายพันธบัตรรัฐบาลที่กระทำในวันเดียวกันนี้ ปรากฏว่า อิตาลียังคงต้องจ่ายอัตราผลตอบแทนสูงที่สุดนับแต่เริ่มมีการใช้สกุลเงินยูโรเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
       
       ในช่วงเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา อิตาลีตกอยู่ในสภาพที่ต้องพึ่งพิงธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ให้ช่วยเหลือรับซื้อตราสารหนี้ภาครัฐของตน จึงยังคงสามารถประคับประคองไม่ให้อัตราผลตอบแทน (ยีลด์) ที่แดนสปาเก็ตตี้ต้องจ่ายแก่ผู้ที่มาซื้อตราสารหนี้ พุ่งขึ้นสูงโด่ง ทว่าตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ปรากฏว่าอัตราผลตอบแทนนี้พุ่งขึ้นไปแรง ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่า อารมณ์ความรู้สึกของตลาดการเงินได้หันกลับรู้สึกในทางลบต่อโรมเสียแล้ว
       
       แนวโน้มนี้เห็นชัดเจนในการประมูลขายพันธบัตรของกระทรวงการคลังอิตาลีคราวนี้ กล่าวคือ แม้สามารถขายออกไปได้เป็นมูลค่าหน้าตั๋วทั้งสิ้น 6,485 ล้านยูโร ต่ำกว่าเป้าหมายสูงสุด 7,000 ล้านยูโร ที่ตั้งเอาไว้เพียงเล็กน้อย ทว่ากระทรวงการคลังอิตาลีก็ถูกบังคับให้ต้องจ่ายอัตราผลตอบแทนสูงเป็นประวัติการณ์ คือ 5.60% สำหรับพันธบัตรส่วนที่มีอายุ 5 ปีมูลค่ารวมกันร่วมๆ 4,000 ล้านยูโร
       
       ทางด้านค่าเงินยูโรก็อ่อนวูบลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ภายหลังการประกาศผลการประมูลคราวนี้ เนื่องจากนักลงทุนมองว่ามันยังคงซ้ำเติมความหวั่นวิตกที่ว่า วิกฤตหนี้สินภาครัฐของยูโรโซนยังคงแผ่ลามลงลึกยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แถมยังอาจกระตุ้นให้เกิดวิกฤตภาคการธนาคารขึ้นมาอีกด้วย
       
       “ตลาดต้องการเห็นการปฏิบัติการอย่างเด็ดขาด พวกเขาต้องการเห็นใครสักคนเข้าไปควบคุมสถานการณ์” มาร์ก ออสต์วอลด์ นักวิเคราะห์ในลอนดอนของ โมนูเมนต์ ซีเคียวริตีส์ แสดงความเห็นซึ่งสะท้อนความรู้สึกของผู้คนในตลาด
       
       “ทว่า สิ่งที่เราพบเห็นกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นระดับภายในประเทศในอิตาลีเอง, ในระดับทั่วทั้งยูโรโซนโดยรวม, หรือที่สำคัญยิ่งกว่าใครอื่นเลยก็คือท่าทีของเยอรมนี มันล้วนแต่บ่งชี้ให้เห็นว่าไม่มีใครเลยสักฝ่ายที่กำลังเข้ากุมบังเหียนและเสนอนโยบายของยูโรโซนอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”
       
       แม้กระทั่ง เฟียต ซึ่งเป็นบริษัทอุตสาหกรรมการผลิตรายใหญ่ที่สุดในอิตาลี ก็ต้องออกมาแถลงอย่างร้อนอกร้อนใจ ว่า สถานการณ์ในปัจจุบันมีความเสี่ยงที่จะแผ่ขยายไปจนกระทั่งควบคุมเอาไว้ไม่อยู่
       
       “ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ โดยเฉพาะถ้าหากมีการดำเนินขั้นตอนที่ผิดๆ ซึ่งจะทำให้ระบบพุ่งถลาออกนอกรางไปเลย” แซร์จิโอ มากีโอนเน ซีอีโอของเฟียตบอกกับผู้สื่อข่าวในงานแสดงรถยนต์ที่แฟรงก์เฟิร์ต
       
       **ความช่วยเหลือจากจีน?**
       
       ก่อนหน้านี้ ในวันเดียวกัน โฆษกกระทรวงการคลังอิตาลีได้แถลงยืนยันว่า ขุนคลังเตรมอนตี ได้พบปะหารือกับคณะเจ้าหน้าที่จีนชุดหนึ่งในสัปดาห์ที่แล้ว
       
       โฆษกผู้นี้ไม่ให้ความเห็นว่ามีการหารือเรื่องอะไรบ้างในระหว่างการพบปะ ซึ่งมีรายงานว่าในหมู่เจ้าหน้าที่ฝ่ายจีนนั้น คนหนึ่งคือ โหลว จี้เหว่ย ประธานของ ไชน่า อินเวสต์เมนต์ คอร์ป (ซีไอซี) ที่เป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของแดนมังกร นอกจากนั้น ยังมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบด้านการลงทุนและตราสารหนี้อีกหลายคน คณะผู้แทนจีนชุดนี้ยังได้ไปพบหารือกับทาง คัสซา เดโปชีตี เอ เปรสตีตี องค์การการลงทุนภาครัฐของแดนสปาเก็ตตี้
       
       ทั้งนี้ ไฟแนนเชียลไทมส์ เสนอข่าวในเว็บไซต์ของตนตั้งแต่วันจันทร์(12)ว่า โรมได้ขอร้องให้จีนช่วยซื้อตราสารหนี้ของตนในปริมาณอัน “สำคัญ” ขณะที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า อิตาลีกำลังหวังว่าจีนจะซื้อตราสารหนี้ “ก้อนใหญ่”
       
       ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานด้วยว่า 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ คณะเจ้าหน้าที่ของอิตาลีได้เดินทางไปปักกิ่งเพื่อพบหารือกับทาง ซีไอซี และสำนักงานแห่งรัฐเพื่อการกำกับดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (SAFE) ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารจัดการทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของแดนมังกร
       
       ปรากฏว่า ข่าวนี้ช่วยให้ตลาดการเงินของอิตาลีคึกคักสดใสขึ้นเพียงระยะสั้นๆ ในตอนต้นตลาดเมื่อวานนี้ จากนั้นก็กลับย่ำแย่ลงไป โดยที่พวกนักวิเคราะห์ออกมาให้ความเห็นว่า ก่อนหน้านี้ก็มีรายงานทำนองเดียวกันว่าจีนกำลังเข้าซื้อพันธบัตรของประเทศยูโรโซนที่ประสบปัญหา แต่แล้วก็ไม่ได้บังเกิดผลอะไรอันชัดเจน
       
       “ไม่ใช่เป็นครั้งแรกหรอกที่ตลาดเกิดความหวังว่า จีนจะขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยเหลือให้พ้นภัย” เจอเรมี แบตสโตน-คาร์ นักยุทธศาสตร์การลงทุนแห่ง ชาร์ลส์ สแตนลีย์ ให้ความเห็น “ทว่าจีนไม่ใช่เป็นผู้ที่มีผลงานในอดีตอันยอดเยี่ยมอะไรหรอกนะ พวกเขาเคยเข้าร่วมซื้อพันธบัตรโปรตุเกสในปีนี้ แล้วปรากฏว่าพวกเขาขาดทุน”

---------------------------------------

อิตาลีหันซบจีน อ้อนช่วยซื้อบอนด์

ประชาชาติธุรกิจ

รัฐบาลหัวกลางเอียงขวาของอิตาลีหันไปหาชาติที่มีเงินสดอู้ฟู่อย่างจีน หวังทางการปักกิ่งจะช่วยให้พ้นจากวิกฤตการเงินด้วยการซื้อพันธบัตรแดนมักกะโรนีในปริมาณสูงอย่างมีนัยยะสำคัญ รวมถึงลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ของประเทศ
 ไฟแนนเชี่ยล ไทมส์รายงานว่า หลู จีเว่ย ประธานไชน่า อินเวสเมนต์ คอร์ป (CIC) หนึ่งในกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกนำตัวแทนนักลงทุนจากจีนมายังกรุงโรมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อพบกับกูลิโอ เทรมอนติ รัฐมนตรีคลัง และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลกองทุนอิตาเลียน สตราเตจิก ฟันด์สำหรับนักลงทุนต่างชาติ

 ส่วนเจ้าหน้าที่ของอิตาลีก็เพิ่งไปเยือนแดนมังกรเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนเพื่อพบกับคนของ CIC และสำนักงานอัตราแลกเปลี่ยนต่างประเทศ (Safe) ซึ่งดูแลเงินทุนสำรองมูลค่า 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ของจีน

 ความเป็นไปได้ที่ทางการปักกิ่งจะเข้ามาลงทุนเกิดขึ้นในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานของแดนมะกะโรนี ขณะที่ตลาดเรียกร้องอัตราผลตอบแทนที่สูงจากพันธบัตรรัฐบาลโรม และหนี้สาธารณะของประเทศนี้จะพุ่งแตะระดับ 120% ของจีดีพีในปีนี้ สูงเป็นอันดับสองในยูโรโซนเป็นรองเพียงแค่กรีซเท่านั้น นอกจากนี้ รัฐบาลโรมยังพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะขายหุ้นในรัฐวิสาหกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศอย่าง อีเนล บริษัทผลิตไฟฟ้าและอีเอ็นไอ บริษัทด้านน้ำมัน

 ทั้งนี้ อิตาลีพยายามดิ้นรนหาตัวเลือกใหม่ในการระดมทุน หลังยุโรปเข้มงวดกับกฎเกณฑ์ในการให้ความช่วยเหลือและธนาคารกลางยุโรปเตือนว่าไม่อาจช่วยแทรกแซงราคาพันธบัตรโรมในตลาดได้ตลอดไป

 แม้จีนจะแสดงความเชื่อมั่นในเครดิตของกรีซและโปรตุเกสแต่แดนมังกรก็ซื้อพันธบัตรของชาติดังกล่าวค่อนข้างน้อย และยังไม่ชัดเจนว่าจีนครองสัดส่วนในหนี้ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของอิตาลีมากน้อยเพียงใด แต่เจ้าหน้าที่ของแดนมะกะโรนีคนหนึ่งประเมินว่าอยู่ที่ 4%

10  สมาชิก VIP / General Discussion / ทะเลสาบพลิทวิเซ่ ทะเลสาบที่ว่ากันว่าสวยสุดในโลก เมื่อ: กันยายน 14, 2011, 06:50:05 AM
ทะเลสาบพลิทวิเซ่ ทะเลสาบที่ว่ากันว่าสวยสุดในโลก



บนโลกกลม ๆ ใบนี้ มักมีความสวยงามของธรรมชาติให้มนุษย์อย่างเรา ๆ ได้ชื่นชมและประทับใจกันอยู่เสมอ แถมบางที่ยังสวยงามประดุจภาพวาดจากฝีมือศิลปินระดับพระกาฬเลยด้วย มาในวันนี้ก็มีอีกหนึ่งสถานที่บนโลก ซึ่งมาพร้อมด้วยความงามของธรรมชาติ จนอาจจะบอกได้ว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่ซึ่งสวยที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

          สถานที่ที่ได้เกริ่นไปนั้นก็คือ อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิทวิเซ่ (Plitvice Lakes National Park) ตั้งอยู่ที่เมืองลิก้า (Lika) ประเทศโครเอเชีย เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นธารน้ำไหลบนหินปูน ใหญ่ไม่ใหญ่ก็ดูเอาได้จากชั้นน้ำตกที่มีอยู่มากถึง 16 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นยังมีความงดงามของธรรมชาติ ที่สวยงามจนสามารถสะกดสายตาของผู้ที่มาเยี่ยมชมได้อย่างอยู่หมัด




          ทะเลสาบพลิทวิเซ่ ตั้งอยู่ท่ามกลาง 3 เทือกเขา ทั้งเทือกเขา "Pljesevica", "Mala Kapela" และ "Medvedak" ที่โอบล้อมทะเลสาบแห่งนี้ไว้ โดยทะเลสาบมีลักษณะทอดตัวยาวไปตามแนวร่องระหว่างเทือกเขา และมีเขื่อนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ขวางกันทะเลสาบเป็นช่วง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากพวกมอส สาหร่าย และแบคทีเรีย ที่ก่อตัวเป็นเปลือกแข็งห่อหุ้มสลับกันไปเป็นชั้น ๆ แถมยังมีน้ำตก "เวลิกิ สแล็พ" (Veliki Slap) น้ำตกที่ใหญ่และสูงกว่า 70 เมตร ตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่ คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก



          นอกจากความสวยงามตามธรรมชาติแบบ 100 % เต็มแล้วนั้น ทะเลสาปพลิทวิเซ่ แห่งนี้ ยังแวดล้อมไปด้วยป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด อาทิเช่น หมีสีน้ำตาล นกอินทรี และนกชนิดอื่น ๆ อีกกว่า 140 สายพันธุ์ ซึ่งเหตุนี้เอง จึงทำให้องค์การยูเนสโก้ได้ประกาศขึ้นทะเบียน อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิทวิเซ่ ให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 1979 อีกด้วย



          จากที่ได้เห็นในภาพนั้นก็ต้องขอยกนิ้วให้กับความงามของธรรมชาติแห่งนี้จริง ๆ เรียกได้ว่าสวยสุด ๆ อย่างที่ว่ากันจริง ๆ ด้วย ว่าไปแล้วก็คงต้องรีบขยันทำงานและเก็บเงิน เพื่อไปพิสูจน์ความสวยงามของทะเลสาบพลิทวิเซ่แห่งนี้ ด้วยสายตาตัวเองสักหน่อยแล้ว!!
11  สมาชิก VIP / General Discussion / ไขปัญหา 12 ความเชื่อผิด ๆ เรื่องหวัด และไข้หวัดใหญ่ เมื่อ: กันยายน 14, 2011, 06:47:01 AM
ไขปัญหา 12 ความเชื่อผิด ๆ เรื่องหวัด และไข้หวัดใหญ่



ไขปัญหา 12 ความเชื่อผิด ๆ เรื่องหวัด และไข้หวัดใหญ่ (Lisa)

          คุณคิดว่ารู้จักโรคพื้นบ้านอย่าง "หวัด" กับ "ไข้หวัดใหญ่" ดีแล้วหรือ? ลองทบทวนความเชื่อเหล่านี้ดูใหม่เพื่อเสริมสร้างเกราะป้องกันหวัดกันเถอะ

          ความเชื่อเกี่ยวกับหวัดและไข้หวัดใหญ่มีอยู่มากมาย เช่น เชื่อว่าวิตามินซีช่วยป้องกันหวัดได้ หรือเชื่อว่าถ้าคุณแข็งแรงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน ความจริงก็คือความเชื่อเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป เราจึงต้องไขปริศนากันในวันนี้

ความเชื่อผิด ๆ 1 : ไข้หวัดใหญ่ก็คือหวัดธรรมดาฉบับอัพเกรด

          ไม่จริงเลย หวัดธรรมดาสามารถเกิดจากเชื้อหลากหลาย เช่น Rhinovirus ที่เป็นสาเหตุของหวัด 30-35% ในผู้ป่วยทั้งหมด ส่วนไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามชนิด (Influenza Virus) คือมีทั้งประเภท A, B และ C และมีอาการต่างกันด้วย เช่น ไข้หวัดใหญ่จะไม่รู้สึกคัดจมูก ไอแห้ง ไม่มีเสมหะ มีไข้สูงมาก คลื่นเหียน รู้สึกหนาวสั่น อ่อนเพลีย และอาจมีระยะเวลาป่วยนานกว่าไข้หวัดธรรมดา

ความเชื่อผิด ๆ 2 : ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลไม่เป็นอันตราย

          เมื่อปีก่อนเราตื่นตัวกันมากกับเชื้อไข้หวัดหมู จนหลายคนลืมนึกถึงไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่อาจเป็นอันตรายได้เหมือนกัน ซึ่งคุณอาจมีอาการแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ได้ แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติในระยะเวลาอันสั้น แต่ถ้านับเฉพาะสหรัฐฯ ที่เดียว ทุกปีจะมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ถึง 200,000 ราย และจากจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตถึง 36,000 ราย นี่พอ ๆ กับจำนวนผู้เสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม และมากกว่าผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ถึงสองเท่าเชียวนะ!

ความเชื่อผิด ๆ 3 : ถ้าฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้วปีหน้าไม่ต้องฉีดก็ได้

          นี่เป็นความเข้าใจผิด เพราะวัคซีนไข้หวัดใหญ่ต่างจากวัคซีนชนิดอื่น ที่ให้ระยะเวลาการคุ้มครองจากเชื้อโรคนานเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่มีแนวโน้มระบาดจะเปลี่ยนไปทุกปี นักวิจัยจึงต้องพัฒนาวัคซีนตัวใหม่ขึ้นมาสู้ทุกปีเช่นกัน ฉะนั้น เราจึงควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปีนั่นเอง

ความเชื่อผิด ๆ 4 : ถ้าเราเป็นหวัดแล้ว ในปีนั้น เราจะไม่เป็นอีก

          บางคนคิดว่าพอเป็นหวัดแล้วคุณจะไม่เป็นอีกในปีนั้น และไม่ยอมไปฉีดวัคซีน แต่การติดเชื้อหวัดหรือไข้หวัดใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้จากเชื้อหลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมักจะมีทั้ง Type A และ B ที่ระบาดในหนึ่งฤดูกาล จึงเป็นไปได้ที่คุณจะเป็นไข้หวัดใหญ่อีกครั้ง และเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ความเชื่อผิด ๆ 5 : หากเราเป็นหวัดนานแล้ว ไม่หายสักที เราอาจเป็นไซนัสอักเสบก็ได้

          คนส่วนใหญ่มักจะหายจากหวัดภายใน 10 วัน แม้อาจจะมีอาการคัดจมูก ปวดศีรษะ หรือมีน้ำมูกไหลอยู่ หากคุณไม่หายจากหวัดสักที อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือเป็นไซนัสอักเสบ ลองสังเกตดูว่ามีอาการไข้ย้อนรึเปล่า ซึ่งคุณอาจจะรู้สึกว่าหายเป็นปกติแล้ว แต่กลับไข้ขึ้นอีกครั้งและมีอาการหนักกว่าเดิม นี่อาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียและคุณอาจต้องการยาปฏิชีวนะก็ได้

 ความเชื่อผิด ๆ 6 : วิตามินซีช่วยป้องกันไข้หวัดได้

          มีความเชื่อว่าการกินวิตามินซีจะช่วยป้องกันหวัดได้ เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ในปี 2007 Cochrane Library เปิดเผยการศึกษาซึ่งชี้ว่า การกินวิตามินซีเสริมวันละ 200 มิลลิกรัม ไม่มีผลต่อความรุนแรงหรือระยะเวลาการเกิดไข้หวัด แต่อย่างไรก็ดี หากคุณเป็นคนที่เจอกับความเครียดมากกว่าปกติ เช่น เป็นนักวิ่งมาราธอน เป็นทหารหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก ๆ การกินวิตามินซีเสริมทุกวันอาจช่วยลดโอกาสเกิดไข้หวัดได้ถึงครึ่ง

          สำหรับคนที่ต้องการกินวิตามินซีเสริม ปริมาณที่แนะนำคือ 90 มิลลิกรัม ต่อวันสำหรับผู้ชาย และ 75 มิลลิกรัม ต่อวันสำหรับผู้หญิงหากเกินกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน จะทำให้คุณเสี่ยงต่อนิ่วในไต ท้องร่วง และคลื่นเหียนได้

Expert’s Corner

          ตอบคำถามความเชื่อเรื่องหวัดอีก 6 ข้อกับ พญ.อรอุมา บรรพมัย อายุรแพทย์ (ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมโรคติดเชื้อ) ร.พ.สมิติเวช สุขุมวิท

1.จริงหรือเปล่าที่ว่าตากฝนแล้วจะเป็นหวัด?

          ความเชื่อนี้คงไม่จริง 100% แต่ถ้าถามว่าตากฝนแล้วอาจเป็นหวัดได้มั้ย? เราพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นหวัดจากการเดินลุยฝนหลังตกใหม่ ๆ ที่ชะเชื้อโรคลงมาแล้วก็อาจจะมาโดนตัวเรา ผ่านเข้ามาทางลมหายใจ หรือแม้แต่น้ำฝนที่มีเชื้อโรคมาถูกเสื้อหรือเส้นผม แล้วเราไม่ได้อาบน้ำเลย เชื้อก็จะอยู่บนตัวเราค่อนข้างนาน และสามารถเข้าไปในร่างกายได้

2.ถ้าฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แล้วจะไม่เป็นหวัดเลย

          อันนี้ก็เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ตามชื่อคือมันไม่ได้ป้องกันไข้หวัดธรรมดา และถึงจะป้องกันไข้หวัดใหญ่ ก็ป้องกันได้ 80-90% แต่ตอนนี้องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ทุกคนฉีดวัคซีน เพราะคนแข็งแรงก็มีโอกาสติดเชื้อโรคได้ แต่ว่าคนที่ควรจะมาฉีดหรือบังคับให้มาฉีดก็คือเด็ก ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือคนที่กินยาบางประเภท เช่น ยาจำพวกแอสไพริน เพราะว่าการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่อาจทำให้เขามีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

3.ในปัจจุบันเรายังไม่มียาฆ่าเชื้อหวัด

          ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อหวัดนั้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส สมมติว่าเป็นอย่างหลัง ส่วนใหญ่ก็จะใช้ยารักษาตามอาการหรือการพักผ่อน คือจะไม่มียารักษาที่เฉพาะเจาะจง แต่จะเน้นไปที่การพักผ่อน นอนหลับ ดื่มน้ำ กินอาหารทีดีและมีประโยชน์ แต่ถ้าเชื้อนั้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และคนไข้มีอาการเจ็บคอ ไอเยอะ มีเสมหะสีเขียว เราก็อาจให้ยาปฏิชีวนะเสริมเข้าไป

          ไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียจะมีลักษณะคล้ายกัน 80-90% ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส และเชื้อพวกนี้สามารถทำให้เป็นไข้และเจ็บคอได้เหมือนกัน แต่เราอาจเห็นอาการบางอย่าง เช่น น้ำมูกเขียว เสมหะเขียว จากการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย

4.หน้ากากอนามัยไม่สามารถป้องกันหวัดได้

          ไม่สามารถป้องกันได้ 100% อาจจะป้องกันได้ระดับหนึ่งคือ 30-40% เพราะมันคาดที่จมูกและครอบปากเราไว้แต่ไม่ได้ปิดทั้งหมด เวลาที่เราไอหรือจามมันก็จะลอดผ่านช่องที่จมูกหรือคาง ถ้าเค้าไอ จาม หรือน้ำลายหรือเสมหะกระเด็นไปโดนโต๊ะ แล้วเราเอามือไปจับแล้วไปแคะขี้มูก จับตา เชื้อก็จะสามารถเข้ามาในร่างกายเราได้

5.เราต้องดื่มน้ำอุ่น และไม่ดื่มน้ำเย็นเวลาเป็นหวัด

          จริง ๆ แล้วเป็นความเชื่อที่ผิด จะดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น อะไรก็ตามที่เป็นของเหลว ๆ เนี่ยดื่มได้ เพียงแต่ว่าถ้าเราดื่มน้ำอุ่น เราจะรู้สึกสบายคอกว่า ถ้าเรามีเสมหะ เสมหะก็จะนิ่มกว่า ขับออกมาได้ง่าย จริง ๆ แล้วคนไข้อาจจะอยากดื่มน้ำเย็นก็ได้ แต่ขอให้ดื่มในปริมาณเยอะ ๆ เพราะว่าการดื่มน้ำเยอะ ๆ จะทำให้เสมหะในลำคอนิ่มขึ้นภาวะน้ำไหลในร่างกายเยอะขึ้น เราจึงรู้สึกสดชื่นขึ้น และอุณหภูมิในร่างกายเราก็จะลดลงด้วย

6.ถ้าไม่กินยาปฏิชีวนะแล้วจะไม่หาย

          คนไข้ชอบขอยาปฏิชีวนะกินเลย แต่อย่างที่หมอบอกไปแล้ว 80-90% ของไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ แต่คนไข้ส่วนใหญ่จะแปลกใจถ้าหมอไม่จ่ายยาฆ่าเชื้อ หรือมีความเชื่อว่าถ้าหมอไม่จ่ายยาฆ่าเชื้อให้แล้วจะไม่หาย ทั้งที่ความจริงก็คือการใช้ยาฆ่าเชื้อเกินความจำเป็นจะทำให้เชื้อโรคดื้อยานะคะ
12  สมาชิก VIP / ข่าวตลาดทอง / ส่งออก! ส่งสัญญาณอันตราย มะกัน-อียูส่อถังแตกเลื่อนเวลารับสินค้าไทย เมื่อ: กันยายน 14, 2011, 06:39:19 AM
ส่งออก! ส่งสัญญาณอันตราย มะกัน-อียูส่อถังแตกเลื่อนเวลารับสินค้าไทย

สัญญาณร้าย! ผู้ส่งออกไทยกระอักเศรษฐกิจมะกัน–อียูทรุด ผู้ซื้อสั่งของแต่ขอเลื่อนเวลารับสินค้าไป 1 เดือน ส.อ.ท.ชี้ส่อแววลดคำสั่งซื้อสินค้าเสื้อผ้า–ฟุ่มเฟือย เหตุฝรั่งต้องประหยัด ด้าน “กิตติรัตน์” มอบนโยบายทูตพาณิชย์วันนี้ (14 ก.ย.) ยังฝันส่งออกปีหน้าโต 10%
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า ในวันนี้ (14 ก.ย.) นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ และนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.พาณิชย์ จะมอบนโยบายให้หัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) เพื่อเป็นแนวทางผลักดันการส่งออกสินค้าไทยในปี 55 ให้ขยายตัว 10% จากปีนี้ที่คาดมูลค่าการส่งออกจะขยายตัวเกินเป้าหมายที่วางไว้ที่ 15% มูลค่า 224,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
“คาดปีหน้ามูลค่าการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น 10% เป็นไปได้แน่ เพราะกรมจะอัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อาเซียน จีน อินเดีย ทดแทนมูลค่าการส่งออกที่ลดลงในตลาดหลักๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปที่เศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงจะผลักดันให้ผู้ส่งออกใช้สิทธิประโยชน์จากเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) และการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ให้มากขึ้น เพราะตอนนี้อาเซียนเป็นตลาดหลักอันดับ 1 ของไทย”
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือ ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ที่มีแนวโน้มถดถอย ซึ่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าจะส่งผลให้การส่งออกสินค้ากลุ่มใดของไทยชะลอลงบ้าง รัฐบาลสหรัฐฯจะมีแผนปรับลดการใช้จ่ายภาครัฐในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจมีผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าลดลง และกระทบการส่งออกสินค้าของไทย แต่เชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐฯจะเร่งผลักดันแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 3 (คิวอี 3) ในเร็วๆนี้ ซึ่งจะมีเม็ดเงิน เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯได้สูงถึง 400,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ขณะที่นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ลูกค้าจากสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐฯ หลายรายเริ่มทำหนังสือขอเลื่อนเวลารับสินค้าจากผู้ประกอบการไทยให้ช้าลง 15-30 วัน โดย ไม่ยอมให้เหตุผลที่ขอเลื่อน แต่ ส.อ.ท.ถือว่ากรณีดังกล่าว จะเป็นสัญญาณอันตรายของเศรษฐกิจโลกรอบใหม่ ดังนั้น ต้องการให้รัฐบาลหามาตรการรับมือวิกฤติหนี้สินในอียูและการชะลอเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างเร่งด่วน หากไม่มีแนวทางป้องกันล่วงหน้า อาจมีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยและการจ้างแรงงานในอนาคตแน่นอน
“เศรษฐกิจของสหรัฐฯและอียูน่าจะมีโอกาสซึมยาวอีก 2 ปี ซึ่งในอนาคตกลัวว่าลูกค้า 2 ตลาดนี้จะลดคำสั่งซื้อลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่จำเป็น ส่วนสินค้าที่ลูกค้าขอเลื่อนรับของส่วนใหญ่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยและ สินค้าแฟชั่น เบื้องต้นแม้ลูกค้ายังจ่ายเงินเหมือนเดิมแต่ที่เป็นห่วงคือ กังวลว่าปัญหาจะลุกลามไปทั่วโลก”
นายสมมาต กล่าวว่า มาตรการที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรช่วยเหลือ เช่น การลดต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีความแข็งแกร่งรับมือกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เบื้องต้นต้องการให้คณะ กรรมการนโยบายการเงิน (กบง.) ทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 3.25% เหลือ 2% ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรร่วมมือกับภาคเอกชนในการเปิดตลาดใหม่ๆ เพื่อทดแทนตลาดสหรัฐฯ และยุโรป โดยเฉพาะตลาดอาเซียน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งยังมีกำลังซื้อที่สูง
“การลดต้นทุนการผลิตและการหาตลาดใหม่ๆมารองรับตลาดส่งออกไทย ถือว่ามีความจำเป็นมาก  ดังนั้น กระทรวงคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ควรมองว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับที่ดี เพราะตอนนี้อยู่ได้ก็เพราะเอกชนมีความเข้มแข็ง กว่า เอกชนอ่อนแอเมื่อใด เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่วิกฤติมากขึ้น”
ขณะที่นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ได้ขอร้องให้ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมในสังกัด ส.อ.ท.อย่าฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาขายส่งสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นในการอุปโภคบริโภค เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งมีความต้องการสินค้าดังกล่าว
ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้ ธปท.ยังห่วงทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อและผลกระทบต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก เพราะด้านเงินเฟ้อล่าสุดแรงกดดันเงินเฟ้อยังสูงอยู่ แต่ก็มีปัจจัยความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลกด้วย ถามว่าการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อหยุดเงินเฟ้อ ธปท.พอใจหรือยังจะชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งต่อไปหรือไม่นั้น คงบอกไม่ได้ เพราะกรอบการทำงานขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยการประชุม กนง.ครั้งหน้า 19 ต.ค.นี้ ต้องดูว่าจะให้น้ำหนักอันไหนมากกว่ากันระหว่างเงินเฟ้อกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
 “อย่างไรก็ตาม การมีกระสุนไว้รองรับในยามที่เศรษฐกิจไทยอาจจะได้รับผลกระทบสูงในระยะต่อไป ถือเป็นเรื่องที่ดี และดอกเบี้ยไทยที่ระดับ 3.5% ถือว่ามีเสถียรภาพที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ในยามจำเป็น เช่นเดียวกันกับนโยบายการคลัง ก็ยังรองรับการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะหนี้สาธารณะยังไม่สูงอยู่ระดับ 40%” นายประสารกล่าว.
13  สมาชิก VIP / General Discussion / ท่องโลกจินตนาการ พิพิธภัณฑ์โดราเอมอนและผองเพื่อน เมื่อ: กันยายน 13, 2011, 06:32:59 AM
ท่องโลกจินตนาการ พิพิธภัณฑ์โดราเอมอนและผองเพื่อน



ฟันธง 100% ได้เลยว่าไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ คงไม่มีใครพูดว่าตัวเองไม่รู้จักเจ้าตัวการ์ตูนแมวสีฟ้าที่ชื่อว่า "โดราเอมอน" แน่นอน  (ถึงจะไม่มีหูแล้วก็โดนทักผิดว่าเป็นแรคคูนอยู่บ่อย ๆ ก็เถอะ) เพราะเจ้าแมวไร้หูแถมยังกลัวหนูตัวนี้เขาอยู่สร้างความสุขสนุกสนานและจินตนาการให้กับเด็กและผู้ใหญ่มาแล้วกว่า 40 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 1969 จากฝีมือของนักเขียนดูโอชื่อดังในนามปากกา "ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ" (Fujiko Fujio)



          และล่าสุดญี่ปุ่นเขาได้เก็บรวบรวมเอารายละเอียดเรื่องราวต่าง ๆ ของ โดราเอมอนและบรรดาผองเพื่อนทั้งหลายจากฝีมือของ "ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ" มาเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เอาใจคนรักการ์ตูนคลาสสิคกับ "Fujiko F. Fujio Museum" (ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ มิวเซียม)  อยู่ที่เมืองคาวาซากิ จังหวัดคานะกาว่า ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่งจะเปิดทำการไปใหม่ ๆ หมาด ๆ เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมานี้เอง

          ว่าแต่ผู้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ได้พบอะไรน่าตื่นตาตื่นใจบ้าง ตามเรามาทางนี้เลย เดี๋ยวจะพาไปทัวร์กันแบบเบา ๆ นะจ๊ะ ...



          เริ่มจากการจองตั๋วที่อาจจะฟังดูยุ่งยากเสียหน่อยเพราะทาง Fujiko F. Fujio Museum เขาเปิดให้เข้าชมสำหรับผู้ที่ทำการจองตั๋วมาล่วงหน้าแล้วเท่านั้น แต่ว่าตั๋วก็สามารถจองได้ง่าย ๆ ผ่านร้านสะดวกซื้อ Lawson ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น แถมเค้ายังแบ่งเวลาการเข้าชมเพียงวันละ 4 รอบ รอบละไม่เกิน 500 คน เพื่อความไม่แออัดและสามารถเดินชมได้ทั่วทุกซอกทุกมุมแบบสบาย ๆ นั่นเอง



         สำหรับการเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ก็มีรสบัสคอยให้บริการ ต่อให้วิ่งมาไกลลิบ ๆ แค่ไหนยังไงก็ดูออกว่าเป็นรถบัสที่จะพาไปส่งยังพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แน่ เพราะว่ารถของเขาเพ้นท์เป็นลวดลายการ์ตูนสีสันสดใสทั้งคัน แถมภายในก็ยังตกแต่งน่ารัก รับรองถูกใจคุณหนู ๆ เรียกความตื่นเต้นได้ตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าพิพิธภัณฑ์แน่นอน

          ส่วนตัวพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นอาคาร 3 ชั้น มีพื้นที่รวมราว 3,700 ตารางเมตร แบ่งโซนออกเป็นสัดส่วน ทั้งโซนนิทรรศการซึ่งมีไฮไลท์อยู่ที่การจัดแสดงผลงานต้นฉบับแบบออริจินัลของแท้และดั้งเดิมของโดราเอมอนและการ์ตูนเรื่องอื่น ๆ อย่าง ปาร์แมน ผีน้อยคิวทาโร่ มามิ นินจาฮัตโตริ ฯลฯ ที่ถูกคัดเลือกมาวางโชว์พร้อมกับพร็อพประดับตกแต่งสร้างบรรยากาศให้เห็นภาพจากการ์ตูนเรื่องนั้น ๆ ลอยออกมา หรือส่วนจำลองโต๊ะทำงานของนักเขียนดัง หรือห้องสมุดที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือเป็นร้อย ๆ เล่ม ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานของเขานั่นเอง





           โซนห้องอ่านการ์ตูน ที่มีตุ๊กตุ่นโดราเอมอนตัวยักษ์นั่งหม่ำขนมแป้งทอดไปพร้อม ๆ กับอ่านหนังสือเป็นเพื่อนคุณหนู

           โซนขายของที่ระลึก ให้คุณ ๆ ได้เลือกเอาตัวการ์ตูนจากโลกแห่งจินตนาการติดไม้ติดมือกลับไปที่บ้านหรือเป็นของฝากน่ารัก ๆ

           โซนคาเฟ่เทอเรีย ที่มีอาหารชุดการ์ตูนน่ารักซึ่งมีจำหน่ายที่นี่เท่านั้น อย่างเช่น ขนมปังช่วยจำข้อสอบที่มีโจทย์ข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ของโนบิตะ เครปช็อกโกแลตรูปทรงผมที่เป็นเอกลักษณ์ของซูเนโอะ หรือ กาแฟลาเต้ที่ฟองนมในแก้วแต่งเป็นหน้าตาการ์ตูนต่าง ๆ

           โซนห้องเล่นสำหรับเด็กเล็ก ที่สุดแสนจะน่ารักสดใส รับรองหนูน้อยเล่นแล้วคงไม่อยากกลับบ้านง่าย ๆ



          และโซนสนามนอกอาคารที่เป็นลานกว้างซึ่งจำลองเอาบรรยากาศลานกว้างอันเป็นจุดนัดพบของโนบิตะ โดราเอมอน และเพื่อน ๆ ซึ่งมีทั้ง "ประตูทุกหนทุกแห่ง" และ "ที่นั่งท่อน้ำ" ซึ่งเป็นท่อนน้ำวางซ้อนกัน 3 ท่อ (ที่ไจแอนท์ชอบขึ้นไปนั่ง แล้วโนบิตะก็ชอบไปนอนหลับตรงนั้นไงล่ะ) ตกแต่งบรรยากาศราวกับเราได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกการ์ตูนจริง ๆ แน่ะ บริเวณทั้งหมดนี้เปิดให้เข้าไปเดินเล่นและถ่ายรูปกันไม่มีเบื่อ แถมยังได้พบกับตัวการ์ตูนหลากหลายพักผ่อนอยู่ตามมุมต่าง ๆ ด้วย

          เป็นอย่างไรกันบ้างจ๊ะ เต็มอิ่มไปเลยกับโลกแห่งจินตนาการของ Fujiko F. Fujio Museum ที่มีโดราเอมอนและผองเพื่อนทั้งหลายอยู่ทุกหนทุกแห่ง เห็นแล้วอยากจะเปิดประตูไปเที่ยวเล่นที่นั่นวันละหลาย ๆ รอบจริง ๆ เลยเนอะ ^^
14  สมาชิก VIP / General Discussion / 10 อันดับเมืองร้างบนโลกใบนี้ เมื่อ: กันยายน 13, 2011, 06:29:33 AM
10 อันดับเมืองร้างบนโลกใบนี้

ตามไปดู 10 เมืองร้างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่อันรุ่งเรือง เต็มไปด้วยผู้คนและธุรกิจมากมาย แต่ด้วยสาเหตุบางประการที่ทำให้เมืองเหล่านี้ กลายเป็นเมืองร้าง!!



10   Abandoned Resort Town of Yashima, Japan

เมือง Yashima อยู่ในเขตพื้นที่ราบสูงของของเกาะแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ในปี ค.ศ.1980 ขณะที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นอยู่ในจุดที่สูงสุด นักลงทุนต่างพากันมาสร้างรีสอร์ทขนาดใหญ่ที่นี่  ทำใ้ห้เกาะเล็กๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยรีสอร์ทที่พักถึง 6 แห่ง และร้านค้าต่างๆ มากมาย แต่ในที่สุดก็มาถึงจุดพลิกผันเมื่อนักลงทุนล้มละลายเพราะไม่สามารถดึงลูกค้าต่างชาติไว้ได้ หมู่บ้านจึงถูกปิดตัวลงและทิ้งทุกอย่างไว้ ไม่ว่าจะเป็นของในร้านค้า เฟอร์นิเจอร์ และเศษซากต่างๆ ไว้มากมาย

 



9   Abandoned War-Torn City of Agdam, Azerbaijan

หนึ่งในเมืองของ Azerbaijan ที่มีความหนาแน่นของประชากรและความเจริญรุ่งเรือง โดยการยึดครองของชาวอาเมเนียน แต่ในที่สุดก็ไม่พ้นที่จะต้องกลายเป็นเมืองร้าง เพราะพิษจากสงคราม ปัจจุบันยังมีนักผจญภัยทั้งหลายคอยเข้าไปเก็บภาพสิ่งที่เหลือของชาวเมืองนี้ ก่อนที่จะไม่มีใครได้เห็นมันอีก

 



8   Abandoned Flooded City of Quabbin, Massachusetts

อ่างเก็บน้ำ Quabbin เป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเมือง Massachusetts บริเวณนี้ยังประกอบด้วยเมืองเล็กๆ อีก 4 เมือง และยังมีถนน รางรถไฟ อาคารสาธารณะ อนุสาวรีย์ และหลุมศพ ซึ่งเคยถูกน้ำท่วมอย่างหนัก

 



7   Abandoned Town of Centralia, Pennsylvania

ส่วนเมืองนี้ ต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น มีกลุ่มควันแก๊สพุ่งขึ้นมาบนทางหลวง อุณหภูมิน้ำที่สูงผิดปกติ เลยทำให้ชาวเมืองค่อยๆ อพยพออกไป

 



6   Abandoned Gulag Concentration Camp

ค่ายกักกัน Gulag ตั้งอยู่ในประเทศรัสเซีย (คาดว่าน่าจะอยู่ในสมัยของนายพลสตาลิน) ที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นที่สำหรับปฏิบัติงานและคุมขังนักโทษและมีซากของคนตายเกลื่อนไปหมด นั่นแหละครับเหตุผลที่ทำให้มันร้างในปัจจุบัน(ใครจะไปอยู่ล่ะ)

 



5   Abandoned Area of Varosha, Cyprus

แต่เดิมพื้นที่แห่งนี้มักจะมีปัญหาความขัดแย้งกันระหว่างประเทศ เดิมใช้ชื่อเรียกว่า Famagusta และถูกสร้างเป็นรีสอร์ทสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ในปี 1970 ตุรกีได้บุกรุกและอ้างสิทธิพื้นที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นของตัวเอง และได้สร้างรั้ว ติดป้ายคำเตือนต่างๆ โดยรอบ แต่หลังจากนั้นพื้นที่ก็ไม่ได้ถูกใช้งานอะไรเลย จนปล่อยให้ร้างและทรุดโทรมลง

 



4   Abandoned Desert Ghost Town of Kolmanskop, Africa

Kolmanskop เมืองร้างที่อยู่ในทวีปแอฟริกาที่เต็มไปด้วยซากสถาปัตยกรรม สไตล์เยอรมัน ลักษณะเมืองคล้ายประเทศเยอรมัน ที่นี่มีโรงพยาบาล โรงเรียน สถานีไฟฟ้า โรงหนังและยังมีคาสิโนอีกด้วย ที่นี่เคยเป็นแหล่งค้าเพชรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในแอฟริกาด้วย แต่หลังจากตลาดเพชรแห่งนี้เกิดประสบปัญหาบางอย่าง ชาวเมืองก็ต่างพากันอพยพออกไป ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งความเจริญที่ตกอยู่ภายใต้ผืนทรายเท่านั้น

 



3   Abandoned Island City of Hashima, Japan

เกาะ Hashima อยู่ห่างจากเมือง Nagasaki ประมาณ 15 กิโลเมตร ทุกวันนี้เป็นเกาะร้างไม่มีใครอยู่อาศัย (ในญี่ปุ่นมีเกาะประมาณ 505 แห่งที่ไม่มีผู้อยู่อาศัย) ทั้งที่ครั้งหนึ่งระหว่างปี 1890 ถึงปี 1974 เกาะ Hashima เป็นเกาะที่มีคนอยู่อาศัยหนาแน่นที่สุดคือ 835 คนต่อหนึ่งเฮคเตอร์ Mitsubishi บริษัทชื่อดังของญี่ปุ่น ซื้อเกาะแห่งนี้ในปี 1890 เพื่อจัดทำโครงการที่จะขุดเอาถ่านหินจากใต้ทะเลขึ้นมาใช้ มีการสร้างตึกคอนกรีตขนาดใหญ่ และที่พักสำหรับคนงานบนเกาะและกำแพงสูงเพื่อป้องกันพายุไต้ฝุ่น แต่พอย่างเข้าทศวรรษ 1960 น้ำมันเข้ามามีบทบาทแทนถ่านหิน ทำให้เหมืองถ่านหินทยอยปิดตัวลงเรื่อยๆ รวมถึงเหมืองถ่านหินบนเกาะ Hashima ด้วย ในที่สุดปี 1974 Mitsubishi ประกาศปิดเหมืองบนเกาะนี้อย่างเป็นทางการ ผู้คนบนเกาะซึ่งล้วนเป็นพนักงานของ Mitsubishi และครอบครัวของพนักงานเหล่านี้ถูกอพยพจากเกาะ ทำให้เกาะ Hashima เปลี่ยนสภาพจากเกาะ ที่เคยมีผู้อยู่อาศัยอย่างหนาแน่นกลายเป็นเกาะร้างในพริบตา เกาะ Hashima ก็เลยถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Ghost Islands ปัจจุบัน Mitsubishi ยังคงไม่อนุญาตให้ใครก็ตามขึ้นไปบนเกาะแห่งนี้

 



2   Abandoned City & Commune of Oradour, France

ในช่วงจุดเดือดของสงครามโลกครั้งที่สอง จากคำบอกเล่าของนายทหารเยอรมันผู้หนึ่งว่า นี่เป็นผลพวงจากความโหดร้ายในการสังหารหมู่ เด็กๆ และผู้หญิงถูกต้อนราวกับฝูงแกะเข้าไปในโบสถ์ และถูกเผาทั้งเป็น ส่วนผู้ชายก็ถูกทรมานด้วยการยิงที่ขา ให้ตายอย่างช้าๆ ในโรงนา ปัจจุบันซากของเมืองเก่ายังคงมีให้เห็นอยู่ในความทรงจำของวันที่โหดร้าย และชาวเมือง Oradous ได้ย้ายถิ่นฐานของตนไปยังเมืองใกล้ๆ คงเหลือไว้แต่เพียงซากความทรงจำที่แสนเจ็บปวด

 



1   Abandoned Medieval Town of Balestrino, Italy

ปัจจุบันจะพบเห็นปราสาทที่อยู่ส่วนบนสุดของเมืองและซากกำแพงเมืองที่ยาวเหยียดตลอดจนต้นมะกอกที่เรียงรายกันโดยรอบถือได้ว่าเป็นเมืองที่สวยงามแห่งหนึ่ง ส่วนเหตุที่ต้องกลายเป็นเมืองร้างปราศจากผู้คน เป็นเพราะเหตุจากแผ่นดินไหวนั่นเอง
15  สมาชิก VIP / General Discussion / เทศกาลไหว้พระจันทร์ เมื่อ: กันยายน 13, 2011, 06:24:36 AM
เทศกาลไหว้พระจันทร์



เทศกาลไหว้พระจันทร์ เป็นเทศกาลของชาวจีนโดยปกติจะมีวันเพ็ญ เดือน 8 (เดือนกันยายน หรือตุลาคม) เทศกาลนี้จัดขึ้นกลางฤดูใบไม้ร่วงจึงเรียกว่า "จงชิว" (Zhong Qiu) แปลว่า "กลางฤดูใบไม้ร่วง" เพื่อระลึกถึงเทพธิดาแห่งพระจันทร์ ซึ่งเชื่อกันว่าถือกำเนิดขึ้นในวันนี้ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับต้นกำเนิดของเทศกาลนี้ยังคงไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัด บ้างก็ว่าจักรพรรดิ์วูแห่งราชวงศ์ฮั่นเป็นผู้ริเริ่มการฉลองเพื่อกราบไว้พระจันทร์เป็นเวลา 3 วันในฤดูใบไม้ร่วงนี้



แต่หลายคนก็แย้งว่า ความจริงแล้วเทศกาลนี้เกิดขึ้นในราวปี พ.ศ. 1911 ในช่วงมองโกลยึดครองจีน ขนมเค้กที่ทำขึ้นก็เพื่อซุกซ่อนข้อความลับของพวกกบฎที่มีถึงประชาชนทั่วทั้งประเทศให้มาชุมนุมกันครั้งใหญ่ในเดือน 8 นี้ ทหารมองโกลไม่ได้ระแวงถึงจุดประสงค์ของพวกกบฎ เพราะคิดว่าขนมเค้กเหล่านั้นเป็นการทำตามประเพณีดั้งเดิมของชาวจีน ด้วยเหตุนี้ในคืนนั้นเองทหารมองโกลจึงถูกปราบเสียราบคาบหลังจากที่ราชวงศ์ใหม่คือราชวงศ์ หมิงได้ถูกจัดตั้งขึ้นแล้ว ประเพณีนี้ก็ถือปฏิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้ จันทราเทวี ฉางเอ๋อ วาดโดยฮว๋าซานชวน

นอกจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้แล้ว ก็ยังมีนิทานและตำนานอีกหลายเรื่อง หนึ่งในจำนวนนี้ก็คือเรื่องเกี่ยวกับนางเซียงง้อ (บ้างก็เรียกฉางเอ๋อ) ซึ่งเป็นหญิงที่มีความงดงามมาก นางเป็นภรรยาของขุนนางจีนท่านหนึ่ง หลังจากที่นางทานยาวิเศษเข้าไป นางก็เหาะขึ้นไปอยู่บนพระจันทร์ภายหลังนางกลายเป็นอมตะหลังจากที่ได้ดื่มน้ำอมฤตของเทพธิดาองค์หนึ่งบนสวรรค์ กล่าวกันว่านางจันทรเทพธิดาเสี้ยงหงอมีน้ำใจเมตตาเอื้ออารีมาก พอถึงฤดูกาลเพาะปลูกนางก็จะประพรมน้ำอมฤตลงมาบนพื้นโลกและนี่ก็นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองแก่ชาวไร่ชาวนาทั้งมวล

เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อนางจันทรเทพธิดาชาวนาจึงทำขนมโก๋จากแป้งข้าวเจ้าเพื่อสักการะนางในคืนวันเพ็ญเดือน 8 เนื่องจากว่าโดยปกติประเพณีต่าง ๆ ของชาวจีนจะเกี่ยวของกับการทำอาหารพิเศษ ๆ เพื่อเป็นเครื่องสักการะในวันนั้น แต่ว่าอาหารจีนที่ทำขึ้นในวันไหว้พระจันทร์นี้ไม่ใช่ขนมเค้กอย่างเช่นของชาวตะวันตกตามที่เข้าใจกัน ในประเทศไทย ศิลปะการทำขนมเค้กแบบชาวจีนนี้ถูกนำเข้ามาเผยแพร่โดยชาวจีนอพยพมากกว่า 100 ปีมาแล้ว ขนมไหว้พระจันทร์ของจีนแต่เดิมนั้นมีส่วนประกอบ เช่น ถั่วแดง ลูกนัทจีน 5 ชนิด และ เมล็ดบัว เป็นต้น

 

ในประเทศไทยก็มีส่วนประกอบที่แตกต่างออกไป เช่น การรวมเอาทุเรียน ลูกเกาลัดและลูกพลับเข้าไว้ด้วย เครื่องปรุงที่เพิ่มเข้ามาก็อาจจะรวมเอาเมล็ดบัว ไข่แดงเค็ม และเมล็ดแตงโมด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่า โดยปกติแล้วพิธีนี้จะให้สตรีเป็นผู้ทำเพราะว่าคนเชื่อกันว่าพระจันทร์มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับเทพเจ้าสตรีเรื่อยมา ดังนั้น จึงมีการบูชาด้วยแป้งและเครื่องสำอางด้วยเพราะหวังว่าการทำเช่นนี้จะนำมาซึ่งความสวยงามและผิวงามแก่สมาชิกในครอบครัวที่เป็นจริงทั้งหมด ไม่ว่าความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปไกลขนาดไหนก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่มีผลกระทบต่อความเชื่อตามประเพณี และพิธีที่สืบทอดกันมาชั่วลูกชั่วหลานของชาวจีนแต่ประการใด
หน้า: [1] 2 3 4

Powered by MySQL Powered by PHP Valid XHTML 1.0! Valid CSS!