TARADTHONG.COM
ธันวาคม 08, 2021, 11:21:45 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ตลาดทองดอทคอม
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

Copy Code


หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: 10 อันดับสุดยอดเทคโนโลยีแห่งศตวรรษ  (อ่าน 3989 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
loveyou
Administrator
Full Member
*****

คะแนนความนิยม: 29
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 234



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มิถุนายน 01, 2011, 06:47:03 AM »

10 อันดับสุดยอดเทคโนโลยีแห่งศตวรรษ

10 อันดับสุดยอดเทคโนโลยีแห่งศตวรรษ     
ในศตวรรษนึงย่อมมีการเปลี่ยนแปลงมากมายมาดูว่าเทคโนโลยี10อันดับสุดยอดที่พัฒนาขึ้นมามีอะไรบ้าง


10 เครื่องบิน (Airplane)



ประวัติศาสตร์การ บินของโลกเริ่มขึ้น ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1903 เมื่อออร์วิลล์ กับวิลเบอร์ ไรท์ ได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยการเหินเครื่องบินที่ เขาประดิษฐ์ขึ้นสูงจากพื้นดิน 40 เมตร เหนือทะเลทรายแห่งเมืองคิตตี้ฮอว์คและทรงตัวอยู่ได้นานถึง 12 วินาทีในนภากาศ นับเป็นครั้งแรกที่มนุษย์ บินสู่ท้องฟ้าด้วยอุปกรณ์ติดเครื่องยนต์ แม้ว่าพี่น้องไรท์จะใช้เครื่องยนต์พลัง 12 แรงม้า แต่เขาก็พบว่า ปีกนั้นมีความสำคัญยิ่ง ความดันที่แตกต่าง กันระหว่างพื้นบนและพื้นล่างของปีก จะทำให้เกิดแรงยกจนเครื่องบินลอยตัวได้ นับแต่นั้นมาการเดินทางของมนุษย์ก็รวดเร็วกว่าเดิมหลายสิบเท่า วิถีชีวิตและสังคมก็เปลี่ยนไปจากเดิม มนุษย์ใช้เวลาที่เคยสูญเสียไปกับการเดิน ทางมาสร้างสรรค์สิ่งอื่นๆ ได้มากมายขึ้น โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาเครื่องบินจากที่เคยเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก นานกว่าหนึ่งวัน ลดลง เหลือเพียง 4 ชั่วโมง ด้วยเครื่องบินคองคอร์ด ซูเปอร์โซนิก
 
 9 รถถัง (Tank)



ในอดีตกาลนั้น สนามเพลาะเป็นเครื่องมือยุทธการที่นับว่าได้ผล การจะยกทัพบุกโจมตีฝ่าสนามเพลาะจะต้องเสียกำลังพลมากมาย และไม่มีใครหา วิธีโจมตีสนามเพลาะได้ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1915 นายพันเออร์เนสต์ สวินตันแห่งกองทัพบกอังกฤษ ได้สังเกตเห็นว่ารถตีนตะขาบหรือแทรคเตอร์ นั้น สามารถแล่นข้ามบ่อหลุม และคูได้อย่างสบายๆ ตีนตะขาบของมันได้ผลดีกว่าล้อหลายเท่า ท่านนายพันจึงสั่งบริษัทผลิตรถแทรคเตอร์ให้สร้างยาน พาหนะชนิดนี้ โดยทำด้วยเหล็กแข็งแรงและติดตั้งปืนกลไว้ด้วย อีกสองปีถัดมาคือใน ค.ศ.1917 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 วันที่ 17 พฤศจิกายน กองทัพอังกฤษได้เคลื่อนขบวนรถถังดังกล่าว 474 คัน บุกโจมตี ครั้งใหญ่ใกล้เมืองแคมบรายในฝรั่งเศส ภายในไม่กี่ชั่วโมงทัพรถถังสามารถบุกฝ่าแนวรบไปได้ไกลถึง 12 ไมล์ และจับกุมเชลยศึกได้ถึงหมื่นคน จากนั้นเป็นต้นมา ยานเกราะก็เป็นอุปกรณ์สงครามที่สำคัญยิ่งสำหรับกองทัพทุกประเทศ ศักยภาพแห่งการระดมยิงด้วยปืนใหญ่รถถังนั้นทรงพลัง ในการบุกตะลุยยิ่งนัก รถถังที่พัฒนาขึ้นในปัจจุบันสามารถยิงเป้าหมายห่างไกลถึง 2 ไมล์ได้อย่างแม่นยำ ด้วยการควบคุมจากคอมพิวเตอร์

 8 จรวดเชื้อเพลิงเหลว (Liquid-fueled Rocket)



มนุษย์ไม่มี โอกาสไปถึงดวงดาวได้ ถ้าหากโลกปราศจากเด็กหนุ่มนาม โรเบิร์ต ก๊อดดาร์ด นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยแมสสาชูเสตต์ ในช่วงปี ค.ศ. 1920 หนุ่มก๊อดดาร์ดใฝ่ฝันที่จะสร้างยานพาหนะสำหรับเดินทางไปในอวกาศ ในหกปีแรกแห่งการค้นคว้า เขาทดลองใช้จรวดเชื้อเพลิง แข็ง แต่พบว่ามันไม่มีพลังพอที่พุ่งหนีแรงดึงดูดของโลกไปได้ เขาจึงเปลี่ยนมาทดลองใช้เชื้อเพลิงผสมระหว่างอ๊อกซิเจนกับแกสโซลีน ซึ่งให้พลัง งานมหาศาล หากทว่าเกิดความร้อนที่สูงเกิน 5 พันฟาห์เรนไฮท์ ซึ่งแม้แต่เหล็กก็ยังละลาย เขาจึงพัฒนาต่อโดยใช้อ๊อกซิเจนเหลวเป็นตัวระบาย ความร้อนห่อหุ้มห้องเผาไหม้ จรวดของก๊อดดาร์ดพุ่งสู่ท้องฟ้าสูงลิ่วภายในพริบตาแม้เชื้อเพลิงจะหมดลงใน เวลาอันสั้น แต่ก็ได้จุดประกายความคิด ในด้านนี้แก่นักวิทยาศาสตร์ คนอื่น ปัจจุบัน กระสวยอวกาศ (space shuttle) คือจรวดเชื้อเพลิงเหลวที่แอดวานซ์ที่สุด ภายใน 9 นาที มันเผาผลาญเชื้อเพลิงถึง 5 แสนแกลลอน และให้ความเร็วที่เหนือกว่าเครื่องบิน 747 ถึง 30 เท่า!

 7 หุ่นยนต์ (Robot)



ในช่วงปี ค.ศ.1939 โลกเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ มนุษย์จึงหาทางออกเพื่อหลีกเลี่ยงความเศร้าซึมด้วยการจัดมหรสพต่างๆ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ มหกรรม "เวิร์ลด์แฟร์" ซึ่งมีผู้คนกว่า 25 ล้านคนไปชม และพวกเขาก็ได้เห็นสิ่งอัศจรรย์ที่นำมาโชว์ นั่นคือหุ่นยนต์ที่มีนามว่า อีเล็กโตร (Electro) มันสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้คล้ายมนุษย์ เดินได้ พูดได้ จำแนกสีต่างๆ ได้ นับเลขด้วยนิ้วมือก็ได้ แถมยังมีศัพท์ถึง 77 คำในหน่วยความจำ ทำให้เจ้าอีเล็กโตรสามารถตอบคำถามได้ บริษัทผู้สร้างมันขึ้นมาคือเวสติงเฮาส์ 20 ปีต่อมา วงการอุตสาหกรรมมีการผลิตโรบ็อทขึ้นจำหน่ายด้วยความมุ่งหมายว่าในอนาคต เราไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานมนุษย์อีกต่อไป! อ๊ะ ...ถ้างั้นเราก็ตกงานน่ะสิ ก็อาจเป็นจริง ด้วยอุปกรณ์อันทันสมัยประกอบด้วย เซนเซอร์ไฟฟ้า กล้องดิจิตอล อุปกรณ์นำทาง ฯลฯ เจ้าโรบ็อทก็ สามารถทำบางสิ่งที่เสี่ยงอันตรายเกินไปสำหรับมนุษย์ เช่น การบุกเข้าไปในอาคารที่เกิดวินาศภัย เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต หรือ การจับต้องอุปกรณ์ กัมมันตรังสี หรือ สัมผัสกับเชื้อโรคแถมยังมีลีลาน่ารักอีกต่างหากอย่างเช่น เจ้าอาซิโม (ASIMO) ที่บริษัทฮอนด้าผลิตขึ้น เป็นต้น

 6 ระเบิดปรมาณู (Atomic Bomb)



ในช่วงทศวรรษ ที่ 1940 อเมริกันต้องการสงบสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้เร็วที่สุด ปธน.รูสเวลท์ จึงมีคำสั่งให้ตั้งโครงการลับสุดยอดในชื่อแมนฮัตตัน โปรเจ็คท์ โดยมี เจ. โรเบิร์ต อ็อพเพนไฮเมอร์ เป็นหัวหน้าทีม ทำการค้นคว้าและสร้างอาวุธมหาประลัยที่เรียกว่า อะตอมิก บอมบ์ และได้ทำการ ทดลองครั้งแรกกลางทะเลทราย ในรัฐนิวเม็กซิโก ในเดือนกรกฎาคม 1945 และแล้วอีกหนึ่งเดือนถัดมาคือ วันที่ 6 สิงหาคม 1945 ระเบิดปรมาณู ก็ปล่อยลงเหนือพื้นดินเมืองฮิโรชิมา, ญี่ปุ่น สังหารผู้คนนับแสนในทันทีทันใดและที่ถูกกัมมันตรังสี เจ็บป่วยล้มตายในเวลาต่อมาก็อีกมาก จัดเป็นเทคโนโลยีที่ไม่น่าพิสมัยนัก หากทว่าในปัจจุบันการใช้นิวเคลียร์เพื่อสันติ เช่น การฉายรังสีเพื่อรักษาโรคมะเร็ง ก็นับเป็นสิ่งที่น่าพัฒนาให้ ก้าวหน้าต่อไป


5 เซลล์สุริยะ (Solar Cell)



โลกเราได้รับ พลังงานจากแสงอาทิตย์มาตั้งแต่แรกอุบัติ หากทว่าเพิ่งจะในช่วงทศวรรษ 1950 ที่มนุษย์เริ่มรู้จักนำแสงแดดมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน และนำไปใช้ประโยชน์ได้ เริ่มจากในปี 1954 วิศวกรแห่งบริษัทเบลล์ ต้องการหาพลังงานที่จะใช้กับระบบเครือข่ายโทรศัพท์ใน ชนบทและเกิดปิ๊งไอเดียว่าน่าจะใช้ประโยชน์ จากแสงแดดได้ พวกเขามองหาวัสดุตัวนำไฟฟ้าที่สามารถแปลงแสงแดดให้เป็นพลังงานไฟฟ้า แล้วก็พบว่าซิลิคอนที่มีอยู่เหลือเฟือบนพื้นโลกน่าจะ ดีที่สุด โดยเมื่อเอาซิลิคอนมาทำเป็นโซลาร์เซลล์ พอแสงแดดตกกระทบ อิเล็คตรอนก็จะหลุดจากอะตอมของซิลิคอน และเกิดมีกระแสไฟฟ้าไหล การพัฒนาใช้โซลาร์เซลล์เป็นไปอย่างรวดเร็วหลากหลาย ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2000 สถานีอวกาศนานาชาติ ได้ติดตั้งแผงเซลล์สุริยะขนาด มหึมาไว้เป็นแหล่งพลังงาน เนื่องจากเป็นพลังงานชนิดเดียวที่สามารถหาได้ในอวกาศ มันไม่หมดสิ้น ถ้าหากปราศจากเซลล์สุริยะแล้ว สถานีอวกาศก็ ไม่อาจปฏิบัติการได้อย่างแน่นอนที่สุด ที่สำคัญคือ ในยามที่เชื้อเพลิงบนโลกกำลังขาดแคลน และมีราคาสูงขึ้นทุกวัน พลังงานที่อาจมาทดแทนได้ โดยไม่ต้องซื้อหา (ยกเว้นอุปกรณ์) ก็คือ แสงแดดนั่นเอง

4 เลเซอร์ (Laser)



เริ่มค้นคว้า เกี่ยวกับเลเซอร์ก็คือวิศวกรของบริษัทเบลล์เช่นกัน จากการค้นคว้าในช่วงทศวรรษ 1960 พวกเขาพบว่า แสงสว่างโดยทั่วไปนั้นคลื่นต่างๆ กัน ซึ่งถ้าสามารถรวมแสงที่กระจัดกระจายเหล่านั้นให้รวมตัวพุ่งเป็นลำเดียวภาย ใต้ความเข้มสูง แสงนี้ก็จะมีพลังงานมหาศาล สามารถตัดแม้ กระทั่งเหล็กได้ วิธีการสร้างแสงเลเซอร์ ได้แก่การนำเอาวัสดุ ซึ่งอาจเป็นของเหลว ผลึก หรือก๊าซ ใส่ลงในกระบอกที่มีกระจกเงาปิดปลายทั้งสองด้าน เมื่อป้อนพลังงาน เข้าไปให้อะตอมของธาตุเหล่านี้ปล่อย แสงออกมา และสะท้อนกลับไปกลับมาอยู่ในกระบอก กระทั่งเกิดอะตอมมากมายที่ปล่อยแสง ซึ่งมีความ ยาวคลื่นและถี่เท่ากัน จากนั้นก็จะเกิดลำแสงเดี่ยวที่มีพลังสูงยิ่ง และนำไปใช้ประโยชน์ได้นานัปการเราคงมิทันตระหนักหรอกว่า แผ่น CD หรือ DVD ที่เราเล่นอยู่นั้น ทำงานโดยเลเซอร์ การคิดราคาสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต โดยการสแกนอย่างรวดเร็ว ก็อาศัยเลเซอร์ การสื่อสารทางไกลต่างๆ ล้วนพึ่งพาคุณสมบัติของเลเซอร์และที่เป็นประโยชน์ใหญ่หลวงก็คือ การผ่าตัดดวงตาด้วยแสงเลเซอร์ซึ่งปฏิบัติการได้อย่าง ละเอียดและเนียนยิ่ง

3 คอมพิวเตอร์ส่วนตัว (Personal Computer)



ย้อนกลับไปใน ช่วงปี 1970 อันเป็นยุคที่ชนอเมริกันกำลังท้อแท้กับสงครามเวียดนาม คอมพิวเตอร์ในยุคนั้นใหญ่โตเทอะทะคับห้องแอร์ ก็ได้มีสองหนุ่ม หัวใสนามสตีฟ จ๊อบส์ กับ สตีฟ วอชนิแอค ได้ร่วมกันค้นคว้าประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่คนทั่วไปสามารถใช้ได้ อุปกรณ์ชิ้นส่วนสำคัญที่เขาคิด ได้นี้เรียกว่าไมโครโพรเซสเซอร์ ซึ่งประกอบด้วยทรานซิสเตอร์จิ๋ว ๆ ผนึกติดกับแผ่นซิลิคอนชิพ คอมพ์ฯขนาดเล็กที่มีชื่อว่า แอปเปิล1 ได้ออกวาง จำหน่ายในปี ค.ศ. 1976 แล้วพัฒนาเป็น แอปเปิล2 ซึ่งมีคำสั่งซื้อไหลหลั่งเข้ามาถึงกว่า 2 ล้านออร์เดอร์ ในปัจจุบันมากกว่า 50% ของบ้านเรือนในสหรัฐจะมีคอมพิวเตอร์ติดตั้งอยู่อย่าง น้อย 1 เครื่อง

2 หัวใจเทียม (Artificial Heart Muscles)



ในแต่ละปีโลก เรามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจถึง 17 ล้านคน และหลายประเทศมีการตายด้วยโรคหัวใจเป็นอันดับ 1 นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยที่รอรับการ ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ อีกนับพันนับหมื่นราย แต่ทว่าในปัจจุบัน ได้มีการประดิษฐ์หัวใจเทียมได้อย่างมีประสิทธิภาพและ รวดเร็วพอเพียงกับจำนวน ผู้ป่วยแล้ว ย้อนไปใน ค.ศ. 1982 ดร.โรเบิร์ต จาร์วิค ได้ประดิษฐ์หัวใจเทียมชนิดฝังไว้ในอกเครื่องแรกขึ้นในชื่อ จาร์วิค1 (Jarvik 1) มันมีอุปกรณ์ระโยงรยางค์ พ่วงมากมาย ประกอบด้วยตู้ควบคุมที่มีขนาดพอ ๆ กับตู้เย็น สายไฟฟ้านั้นโผล่ออกมาจากผิวหนัง ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ แต่เดี๋ยวนี้ อุปกรณ์ต่างๆ พัฒนาจนกะทัดรัดขึ้น พลังงานที่ใช้มาจากแผงแบตเตอรี่ที่คาดไว้กับตัว ทำให้พกพาไปไหนได้สะดวก มีปั๊มไฮโดรลิกที่ สูบฉีดโลหิตพอดีกับจังหวะการเต้นของหัวใจนับเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยชีวิตอันน่า อัศจรรย์ยิ่ง

1 โคลนนิ่ง (Cloning)



และเราก็มา ถึงสุดยอดเทคโนโลยี แห่งศตวรรษที่ 20 โลกเราจะน่าพิศวงสักเพียงไร ถ้าหากเราตื่นขึ้นมาแล้วพบคนคนหนึ่ง ซึ่งเหมือนเราดั่งคนเดียวกัน ในปี ค.ศ. 1990 นักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่งแห่งสถาบันรอสลิน ในสก็อตแลนด์ ได้ทุ่มเทค้นคว้าหาทางผลิตสิ่งมีชีวิตขึ้น โดยมีคุณสมบัติเหมือนบุพการี ของมันทุกประการ เขาผู้นั้น- ดร.เอียน วิลมุท นำเอาลูกอัณฑะของแกะตัวหนึ่งมาสกัดเอานิวเคลียสที่มี เซลล์สืบพันธุ์ออก จากนั้นก็เอา DNA จาก แกะตัวที่เขาต้องการสร้างทายาทมาใส่แทนที่นิวเคลียสนั้น แล้วจึงนำไปฝังในแกะแม่พันธุ์ ถัดจากนั้นมาอีก 148 วัน ดอลลี่ (Dolly) แกะโคลนนิ่ง ตัวแรกของโลกก็ถือกำเนิดขึ้นมา การพัฒนาโคลนนิ่งนำไปสู่ประโยชน์หลายประการ เช่นการเพาะอวัยวะสำหรับทดแทนอวัยวะของคนไข้ ซึ่งจะไม่ก่อปฏิกิริยาไม่ยอมรับดังเช่นทั่วไป การเพาะพันธุ์วัวที่สามารถให้น้ำนมที่อุดมด้วยโปรตีน หรือมีเนื้อที่มีคุณถาพสำหรับการบริโภค การผลิตวัคซีนสำหรับต่อต้านโรคต่างๆ ฯลฯ แต่การโคลนนิ่งมนุษย์เพื่อให้มาเป็นเพื่อนที่มีหน้าตาเหมือนคุณนั้นยังคง เป็นปัญหาต่อไปอีกนานครับ

ขอบคุณที่มาของบทความ : toptenthailand

บันทึกการเข้า

รักนะ...จุ๊บ จุ๊บ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


Powered by MySQL Powered by PHP Valid XHTML 1.0! Valid CSS!