TARADTHONG.COM
กรกฎาคม 06, 2022, 04:20:41 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ตลาดทองดอทคอม
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

Copy Code


หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรียนอย่างไรในยุค ปริญญาล้นประเทศ  (อ่าน 4160 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
sanook
Administrator
Newbie
*****

คะแนนความนิยม: 7
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 31


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: สิงหาคม 11, 2011, 01:31:31 PM »

เรียนอย่างไรในยุค ปริญญาล้นประเทศ



โดย อ.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์

ประเทศเราทุกวันนี้จะมีคนจบปริญญาตรีประมาณปีละ 600,000 คนมีบัณฑิตจบใหม่มากมายที่หางานทำไม่ได้เพราะส่วนมากจะจบจากคณะสาขาด้านศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์(ปีละมากกว่า 400,000 คน) ซึ่งเกินความต้องการของตลาดแรงงานในบ้านเราหลายคนตกงาน บางคนเรียนต่อ ที่รองานไม่ไหวก็ต้องไปทำงานไม่ตรงวุฒิ หรือต่ำกว่าวุฒิ

ส่วนที่จบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็จะมีโอกาสหางานได้ง่ายขึ้นมาหน่อยแต่ก็ต้องมีความสามารถจริง เพราะจำนวนที่จบด้านนี้ก็ประมาณ 2 แสนคนซึ่งล้นตลาดเช่นเดียวกันสาขาที่จะมีตลาดงานรองรับแน่นอน จะมีเฉพาะบัณฑิตในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพครับ

น้องๆ ที่จบจากคณะ แพทย์ เภสัช ทันตะ เทคนิคการแพทย์ พยาบาล หางานไม่ยากเพราะที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยต่างๆ มีการเปิดรับน้อยช่วงนี้จึงมีคนที่จะจบด้านนี้รวมกันทั้งประเทศก็แค่ปีละไม่เกิน 30,000 คน

ดังนั้นน้องๆ ที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย คงต้องปรับตัวกันบ้างล่ะครับ อย่าไปเข้าใจผิด คิดว่าจบแล้วจะเอาปริญญาไปเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สมัครงานทำได้ง่ายๆ เหมือนสมัยก่อน ในยุคปริญญาล้นประเทศอย่างนี้ เราจึงควรใช้เวลาที่เรียนอยู่อย่างมีเป้าหมายครับเป้าหมายของเราไม่ใช่เรียนเพื่อ สอบ  สอบเพื่อจบ และจบเพื่อปริญญา แต่

เป้าหมายเราที่ควรจะเป็น คือ เรียนเพื่อพัฒนาคุณค่าในตนเองเพราะ ถึงแม้ว่าปริญญาจะล้นประเทศ แต่บัณฑิตที่มีคุณค่านั้นขาดแคลนจริงๆ ผมมีคำแนะนำง่ายๆ ให้ลองไปปรับ ปรับวิธีคิด เปลี่ยนวิธีดำเนินชีวิต เพื่ออนาคตของเราเองครับลองมาลงทะเบียนหลักสูตร พัฒนาคุณค่าของเราเองเป็นหลักสูตรที่เราคิดเอง เรียนรู้เอง และให้เกรดตัวเอง

หลักสูตรนี้มี 4 วิชาครับ

1.วิชาชอบ

คือชอบอะไรสนใจอะไรก็แบ่งเวลาไปทำในเรื่องที่ตนเองชอบนะครับอย่ามัวแต่ เรียน สอบ และ เที่ยวไปวันๆสิ่งที่เราชอบ ถ้าชอบมันจริงศึกษาจริง บางทีมันจะเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานในอนาคตครับ มีรุ่นน้องคนหนึ่งเรียนสังคม ภูมิศาสตร์ แต่ชอบถ่ายรูปมาก ถ่ายจริงจังพอจบมาก็ไม่ได้ไปทำงานด้านที่เรียนหรอกครับแต่ไปเป็นช่างภาพนิตยสาร ตอนนี้กลายเป็นช่างภาพ National Geographicกลายเป็นช่างภาพระดับโลก

มีนักศึกษามาคุยกับผมทางเฟสบุค บอกว่าเรียนไม่ดี เพราะเอาเวลาไปเล่นหมากรุกมาปรึกษาเรื่องเรียนต่อผมก็แนะนำไปว่าให้ศึกษาจริงจังเรื่องหมากรุก ก็จะมีช่องทางหารายได้เลี้ยงตัวได้คนนี้ก็ได้เป็นนักกีฬาทีมชาติไปแล้วกำลังจะไปแข่งซีเกมส์ที่อินโดนีเซีย และก็รับสอนหมากรุกมีรายได้ มีความสุขทั้งๆ ที่ยังเรียนไม่จบอาชีพใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรู้ ความถนัดทางหมากรุกอาจเกิดขึ้นอีกมากมายเช่นไปอยู่ในทีมทำเกมส์ (คนเล่นหมากรุกจะมีความถนัดในด้านเกมส์ที่ใช้ความคิด)ไปอยู่บริษัท Board game online (เช่นหมากต่างๆ ไพ่บริจดิ์)หรืออนาคตอาจเป็นนักหมากรุกอาชีพระดับโลกก็ได้

2.วิชาชีพ

ใครที่เรียนคณะสาขาที่หางานง่ายอยู่แล้วก็อาจไม่ต้องใส่ใจในวิชานี้แต่ใครที่เรียนในสาขาที่จบแล้วหางานทำยาก ต้องรีบหาวิชาชีพกันต้้งแต่ตอนนี้แล้วครับเช่น แบ่งเวลาไปสนใจกิจการครอบครัวใครไม่มีธุรกิจ ที่บ้านไม่ได้ค้าขาย ก็ควรหาทางไปฝึกงานที่ตนเองมีความชอบอย่ารอจนจบครับ มันช้าไปใครสนใจเรื่องทำขนม ทำผม ก็เริ่มเรียนได้เลย อย่างน้อยก็มีอาชีพแน่ มีงานแน่ถ้าไม่มีใครรับเข้าทำงานก็สามารถหาเลี้ยงตนเองได้

3.วิชาช่วย

คือภาษาอังกฤษ จำเป็นที่สุดครับ เพราะตลาดงานที่ใช้ภาษาอังกฤษนั้นกว้างมากและรายได้ก็สูงโอกาสที่เราจะได้ไปทำงานในบริษัทข้ามชาติมีสูงขึ้นทุกวันหลายบริษัทในยุโรป อเมริกา หันมาจ้างคนอินเดีย คนจีน และคนในเอเซียที่มีความรู้และสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ในบ้านเราก็มีบริษัทข้ามชาติมากมาย และจะมากขึ้นเรื่อยๆ

เขตการค้าเสรีอาเซียนก็เป็นอีกโอกาสที่เราจะมีงานดีๆ ถ้าเราใช้ภาษาอังกฤษได้พวกเราต้องฝึกฝนตนเองให้สามารถอ่านได้ พูดได้ เขียนได้เริ่มตั้งแต่วันนี้ได้เลยครับ ดูหนัง sub title เป็นภาษาอังกฤษ ดูบอลก็ sound track

เข้าเว็บ อ่านข่าว ให้เป็นภาษาอังกฤษ จะได้ผลกว่าไปลงทะเบียนเรียนภาษา ครับการที่เราสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการอ่านเขียน พูดคุยและค้นหาความรู้จะช่วยให้เราเป็น บัณฑิตที่มีคุณค่าเพิ่มอย่างนี้หางานทำได้แน่ครับ

4 วิชาใช่

วิชาสุดท้ายของหลักสูตร เพิ่มคุณค่าให้ตนเองนี้ คือสิ่งที่ผมเป็นห่วงที่สุดทุกวันนี้เจ้าของกิจการมักจะบ่นเรื่อง เด็กจบใหม่ไม่สู้งานเด็กจบใหม่ขาด Royalty (ความจงรักภักดีต่อองค์กร)เด็กยุคนี้ขาดความรับผิดชอบ ชอบเบี้ยวงาน เอาตัวรอดไปวันๆ

ดังนั้นจึงอยากบอกพวกเราว่าคนจะประสบความสำเร็จได้ ต้องเป็นคนที่มี คุณธรรม ครับความซื่อสัตย์ ความอดทน การมีน้ำใจ ความกตัญญู ความรับผิดชอบสิ่งเหล่านี้จะต้องฝึกฝน จนเกิดผลเมื่อเกิดผลเราจะยิ่งมั่นใจ และทำต่อไป จนเป็นนิสัยและสุดท้ายกลายเป็นบุคคลิกภาพของตัวเราใครๆ ก็อยากได้ ลูกน้องที่รับผิดชอบ ใครๆ ก็ยกย่องหัวหน้าที่ซื่อสัตย์

คนโกงอาจดูเหมือนจะได้เปรียบ อาจคล้ายๆ จะชนะแต่มันก็เหมือนในหนังนั่นแหละครับคือตอนจบ คนดีความดีชนะทุกที
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


Powered by MySQL Powered by PHP Valid XHTML 1.0! Valid CSS!