TARADTHONG.COM
กันยายน 28, 2020, 04:12:47 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ตลาดทองดอทคอม
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

Copy Code


หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เปิดใจเจ้าพ่อสอนลงทุนยุคทองพุ่ง 'สุวรรณ วลัยเสถียร' กำไร-ความสุข /6/09/54  (อ่าน 4324 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
น่ารักสุดๆ
Administrator
Hero Member
*****

คะแนนความนิยม: 2330
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1658



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: กันยายน 06, 2011, 09:27:06 PM »

เปิดใจเจ้าพ่อสอนลงทุนยุคทองพุ่ง 'สุวรรณ วลัยเสถียร' กำไร-ความสุข /6/09/54

พลิกประวัติศาสตร์กันอีกแล้วสำหรับราคาทองคำในประเทศที่วิ่งทะยานพุ่งพรวด ๆ กันเป็นว่าเล่น หลังบรรดานักลงทุนต่างเฟ้นหาวิธีลดความเสี่ยงจากผลกระทบของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐโดยหันเข้ามาลงทุนในทองคำแทนเพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากที่สุด

“เดลินิวส์” จึงขอนำเสนอมุมมองของกูรูเศรษฐกิจอีกคนอย่าง “สุวรรณ วลัยเสถียร” ประธานชมรมคนออมเงิน เพื่อไขข้อข้องใจให้กับหลาย ๆ คน นำไปใช้เป็นข้อมูลก่อนตัดสินใจจะก้าวเข้ามาเป็น “ผู้เล่น” เพื่อหวังทำกำไรเข้ากระเป๋า

ถาม : ณ วันนี้ มองราคาทองไว้อย่างไร

ตอบ : ผมเชื่อครับว่า ราคาทองคำจะแตะที่ระดับ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือ 30,000 บาท แน่นอน แต่จะเร็วหรือช้าเท่านั้นเอง ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาราคาทองปรับขึ้นไปแล้วถึง 20% หรือจาก 1,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1,800-1,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และเชื่อว่าแนวโน้มราคาทองในช่วง 2 ปีนี้ จะเป็นช่วงขาขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่หลังจาก 2 ปีไปแล้วคงพูดได้ยากมากว่าจะออกมาในทิศทางใด เพราะถึงวันนั้นคงต้องมาติดตามปัจจัยต่าง ๆ กันอีกครั้งหนึ่ง

ถาม : ปัจจัยใดบ้าง ที่สนับสนุนให้ราคาทองปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตอบ : ปัจจัยที่ทำให้ทองขึ้นมันมีอยู่หลายปัจจัยมาก ทั้งปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มอ่อนแอ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ประกอบกับการออกมาประกาศว่าเฟดยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำพิเศษต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ปี ปัจจัยต่อมาคือ ปัจจุบันธนาคารกลางของ
หลาย ๆ ประเทศ เริ่มสะสมทองเพื่อนำไปเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้น รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่วนประชาชนที่มีทองเก่าที่ซื้อไว้ตั้งแต่บาทละ 6,000-7,000 บาท เก็บไว้ในลิ้นชัก ซึ่งผมมักเรียกว่า “ทองใต้หมอน” จะเริ่มเอาออกมาขาย แม้เป็นตัวกดให้ราคาไม่ขึ้นในช่วงแรก แต่เมื่อทองเก่าหมดจากตลาดไป จะถึงยุคที่ทองขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยคือ มนุษย์เราเห็นทองเป็นสวรรค์ปลอดภัย ทำให้เมื่อประสบปัญหาการลงทุนหรือมีวิกฤติอะไรเกิดขึ้น จะทำให้นักลงทุนวิ่งเข้าหาทองคำทันที ประกอบกับในอีก 4 เดือนข้างหน้า จะเป็นเทศกาลแต่งงานของชาวอินเดีย ความต้องการทองจะสูงมากถึง 125 ตัน และในปีนี้มีโอกาสที่อินเดียซื้อทองเก็บมากขึ้น 1,000 ตันก็เป็นได้ ยิ่งทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น

ถาม : ห่วงเรื่องฟองสบู่แตกในราคาทองคำหรือไม่

ตอบ : ผมไม่กลัวว่าจะเกิดฟองสบู่ในช่วงนี้ เพราะเชื่อว่าของทุกอย่างในโลกราคาต้องแพง เนื่องจากคนแย่งกันซื้อ เช่นเดียวกับ ’ทองคำ”  ที่นักลงทุนเข้ามาลงทุนมาก เห็นได้จากช่วง 2 ปีนี้มีนักลงทุนเข้ามาในทองมหาศาล ซึ่งเชื่อว่าอะไรก็ตามที่เพิ่มขึ้นราคาสูงขึ้น แสดงว่ามีแรงซื้อมาหนุน หากราคาทองจะลดลง คงเพราะคนเข้ามาเก็งกำไรมากกว่า แต่ตอนนี้แรงเทขายน้อย คนส่วนใหญ่เข้ามาซื้อเพื่อเก็บไว้มากกว่า ยังไม่เห็นแรงเทขายออกมา แสดงว่าราคาทองคำจะไม่เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างแน่นอน

ส่วนคนที่มองว่าจะเหมือนเมื่อ 30 ปีที่แล้วที่ราคาทองขึ้นไปเยอะแล้วตกลงมาเรื่อย ๆ และมานิ่งอยู่ที่ระดับราคาหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ ผมเชื่อว่าวันนี้คงแตกต่างกัน สมัยนั้นนักลงทุนเลือกการลงทุนอื่น ๆ ได้ เช่นการฝากเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 12% แต่สมัยนี้มันต่างกันมากไม่มีแล้ว และถ้าจะให้ขายทองไปฝากเงินกับธนาคารผมเชื่อว่าคงยากมาก

ถาม : ช่วงที่ราคาทองผันผวนมาก แนะนำให้นักลงทุนหันไปลงทุนสินทรัพย์ใดดี

ตอบ : ก่อนอื่นเลย นักลงทุนทุกคนต้องถามตัวเองก่อนว่า ชอบสินทรัพย์ใด เพราะทุกคนมีความชอบไม่เหมือนกัน บางคนชอบหุ้น บางคนชอบเข้าไปลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ บางคนชอบพันธบัตร หรือทอง มันก็แล้วแต่กันไป แต่ถ้าจะให้ผมแนะนำเวลานี้มีทองติดมือไว้บ้างมันก็ดี เพราะมันมีโอกาสขึ้นไปได้อีก แต่ก็ต้องคิดว่าไม่มีอะไรในโลกที่จะดีตลอด อย่างทองนี่ก็ดีมา 5-6 ปีแล้ว ก็มีกระแสข่าวบอกว่าวงจรเกือบหมด ต้องระวัง ต้องหาทางเลือก อย่างหุ้น 10 ปี จะดีสัก 5-6 ปี แล้วอีก 2 ปีย่ำแย่ หุ้นปีนี้ก็ยังไปได้ คือนักลงทุนต้องกระจายการลงทุน เช่น ชอบหุ้น ก็ลงหุ้น 40-50% ชอบพันธบัตรก็ลงพันธบัตรสัก 50-60% ที่เหลือก็กระจายไปอย่างอื่น

“สำหรับผมแล้วหากมีอยู่ 100%  ผมจะลงทอง 20% พันธบัตร 10% อีก 50% ลงไปที่หุ้น ส่วนอสังหาริมทรัพย์ ผมไม่ค่อยได้ลงเท่าไหร่นัก เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ต้องดูแล ต้องไปหาคนเช่า ยื่นภาษี ติดต่อคนเช่า ต้องคอยดูแล ซึ่งไม่มีเวลามากเลยไม่ได้ให้ความสำคัญ แต่มีลงทุนในตัวที่อยู่อาศัยของตัวเองสักประมาณ 20% อย่างไรก็ดีส่วนตัวแล้วไม่ชอบพันธบัตรเท่าใดนัก เพราะเป็นคนโลภมาก หากลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์นั้นต้องให้ผลตอบแทนอย่างน้อย 8% ต่อปี แต่พันธบัตรหา 8% ยากมาก ไม่มีเลย ผมยอมรับความเสี่ยงได้ ทั้งหุ้นและทอง แต่ถ้าอยู่กับพันธบัตรแล้วไม่เสี่ยงแต่ได้แค่ 3% ผมไม่เอาดีกว่า ผมยอมเสี่ยงดีกว่า”

ส่วนการลงทุนหุ้นนั้น มันเลือกยาก เพราะว่าหุ้นมี 600 ตัวจะจิ้มถูกได้ไง แต่ทองมีตัวเดียวเลยลงทุนง่าย และหุ้นไม่ชอบวิกฤติ ถามว่าตอนนี้เมืองไทยมีวิกฤติไหมเรื่องการเมือง อาจจะเงียบไป แต่ยังมีอยู่ ส่วนใหญ่เลือกที่กลุ่มพาณิชย์ โดยเฉพาะซูเปอร์สโตร์ เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร ข้าวยากหมากแพง แต่ประชาชนต้องจับจ่ายใช้สอย ส่วนในกลุ่มพลังงานผมถอนตัวมานานแล้ว เพราะเชื่อว่าน้ำมันคงทรงตัวอยู่ที่ระดับ 80-85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้น ดังนั้น ส่วนตัวผมจึงเลือกลงทุนในทองมากกว่า เพราะไม่ขึ้นกับปัจจัยในประเทศ ข้าวยากมากแพงอย่างไรไม่สำคัญ เพราะทองขึ้นอยู่กับตลาดโลก

ถาม : สิ่งที่นักลงทุนต้องคำนึงถึงในการลงทุน

ตอบ : สำหรับผมแล้วคือผลตอบแทนและความสุขใจกับสิ่งที่ได้ทำ เพราะการลงทุนอย่าหวังผลตอบแทนอย่างเดียว ต้องหวังความสุขด้วย อย่างผมดูหุ้นก็เฉย ๆ แต่พอมาดูทองมันขึ้นเอาขึ้นเอา ดูแล้วมันมีความสุข ความสุขที่มันให้เราหาค่าไม่ได้ ซื้อหุ้นไม่เห็นหุ้นเพราะอยู่กับโบรกหมด ไปลงในกองทุนหรือฝากเงินก็ไม่เห็นเงินนอกจากไปกดเอทีเอ็มออกมา การลงทุนที่มีวัตถุให้ดูคือบ้านกับทองคำ ทองดูแล้วมันมีความสุขไม่เคยเบื่อจริง ๆ

ถาม : สิ่งที่อยากฝากกับรัฐบาลชุดนี้

ตอบ : อยากให้รัฐบาลส่งเสริมการออมให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่าประชาชนมีหนี้เป็นจำนวนมาก รัฐบาลต้องส่งเสริมและให้มาตรการจูงใจในการออม เช่น สิงคโปร์ที่เข้มงวดในการออมมาก ทุกคนต้องเอาเงินใส่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเลย 20% นายจ้างใส่อีก 20% ทุกคนจะได้ออม 40%

แต่สำหรับประเทศไทยมีกฎเยอะแล้วแค่หามาตรการมาจูงใจให้คนออมมากขึ้นแล้ว หากผมแนะนำมนุษย์เงินเดือนทุกคนคือ มนุษย์เงินเดือนมีรายได้ 2 ทาง คือ เงินเดือนกับโบนัส อย่างโบนัส ใช้ 20% ออม 80% แต่เงินเดือน ใช้ 80% ออม 20% ถ้าทำได้อย่างนี้มีเงินเก็บแน่นอน โดยหาได้มากน้อยเท่าใดไม่สำคัญ แต่จ่ายมากน้อยเท่าใดเป็นเรื่องสำคัญกว่า คือต้องใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้

เชื่อว่าคำตอบเหล่านี้คงเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ประธานชมรมคนออมเงินได้เปิดใจไว้ ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคนว่ารักหรือชอบ...เสี่ยงลงทุนในสินทรัพย์ใด แต่ที่สำคัญที่สุดคือการตามติดข้อมูลอย่างใกล้ชิด  ก่อนจะกลายเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟ ...

ทีมเศรษฐกิจ
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


Powered by MySQL Powered by PHP Valid XHTML 1.0! Valid CSS!