TARADTHONG.COM
กรกฎาคม 06, 2022, 04:38:12 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ตลาดทองดอทคอม
 
  หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

Copy Code


  แสดงกระทู้
หน้า: 1 [2] 3 4
16  สมาชิก VIP / General Discussion / 10 อันดับ วิธีช่วยกันดูแลโลก เมื่อ: สิงหาคม 05, 2011, 08:02:37 AM
10 อันดับ วิธีช่วยกันดูแลโลก

ทีมงานขอมาตามเทรนกระแสโลกร้อนที่กำลังฟีเวอร์ในช่วงนี้กันหน่อย กับ "10 อันดับ วิธีช่วยกันดูแลโลก "



10. ลดปริมาณการใช้รถยนต์

ลดปริมาณการใช้รถยนต์ ช่วยประหยัดพลังงาน ลดการใช้น้ำมัน ลดการปล่อยควันพิษสู่อากาศ

 

9. ปลูกต้นไม้

ปลูกต้นไม้ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้โลก ที่สำคัญต้นไม่จะเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ได้

 

8. ใส่เสื้อผ้ามือสองพิทักษ์โลก

ใส่เสื้อผ้ามือสองพิทักษ์โลก นอกจากจะไม่สูญเสียค่าใช้จ่ายแล้วยังลดการผลิตเสื้อผ้าได้ เพราะเสื้อผ้ามือสองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มากกว่าเสื้อผ้าใหม่ เพราะการซื้อเสื้อผ้ามือสองช่วยหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง จากการผลิต และขนส่ง อันเป็นสาเหตุให้เกิดการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ช่วยกันคนละนิดนะคะ ทั้งอินเทรนด์ แถมยังลดวิกฤติโลกร้อน!!

 

7. จัดระเบียบการซักผ้าใหม่

จัดระเบียบการซักผ้าใหม่ ผลการศึกษาล่าสุดของสถาบันอุตสาหกรรมการผลิต มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ค้นพบว่าขั้นตอนการซักผ้าและอบผ้าให้แห้ง กินพลังงานถึง 60% ของการผลิตเสื้อผ้าทั้งหมด และเสื้อยืดธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกือบ 4 กิโลกรัม!! คงไม่ถึงกับขอร้องคุณๆ ให้หยุดการซักผ้ารีดผ้าหรอกนะคะ!! แต่ถ้าอยากช่วยพิทักษ์โลกสีเขียวก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการจัดระเบียบการซักผ้ารีดผ้าใหม่ เช่น เปลี่ยนจากการซักผ้าด้วยน้ำอุ่นเป็นน้ำเย็น หรือไม่ก็รวบรวมเสื้อผ้าให้ได้กองโตพอสมควรก่อน ค่อยนำไปซักทีเดียว อย่างบ้านเรา แดดเปรี้ยงแรงดีอยู่แล้ว แค่นำเสื้อผ้าตากแดดตากลมให้แห้งตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องอบผ้าให้กินไฟและทำลายสิ่งแวดล้อม

 

6. เปลี่ยนหลอดไฟใหม่เป็นแบบประหยัด

เปลี่ยนหลอดไฟใหม่เป็นแบบประหยัด คือวิธีเซฟค่าไฟในบ้านที่ฮิตฮอตที่สุดของที่สุด แม้รูปร่างหน้าตาของหลอดไฟซีเอฟแอล ที่เรียกกันติดปากในบ้านเราว่า หลอดไฟตะเกียบ ออกจะแปลกตาสักหน่อย แต่ประสิทธิภาพไฮโซมาก!! เพราะช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าหลอดไฟธรรมดาๆถึง 3-5 เท่า แถมยังมีอายุการใช้งานนานกว่าหลายเท่าตัว ปัจจุบันมีให้เลือกใช้มากมายหลายขนาด ทั้งหลอดไฟขนาด 26 วัตต์, 40 วัตต์ ไปจนถึง 100 วัตต์

 

5. เปลี่ยนอาหารให้เป็นเชื้อเพลิง

เปลี่ยนอาหารให้เป็นเชื้อเพลิง ในระยะหลายปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกทุ่มเทเวลาอย่างจริงจังให้กับการคิดค้น หาวิธีผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชพันธุ์ธรรมชาติ ไล่ตั้งแต่ ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, น้ำมันหุงต้ม ไปจนถึงเศษขยะ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ทดแทนพลังงานจากน้ำมัน ซึ่งนับวันมีแต่จะร่อยหรอลงเรื่อยๆ!! เห็นได้ชัดจากความเคลื่อนไหวของกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่มงบประมาณเป็นสองเท่า สำหรับการทำวิจัยคิดค้นเชื้อเพลิงชีวภาพโดยเฉพาะ และดูเหมือนว่าเชื้อเพลิงที่ผลิตจากข้าวโพดเป็นก๊าซอีธานอลจะมาแรงแซงทาง โค้ง กว่าใครเพื่อน เพราะ ทั้งเซฟเงินในกระเป๋า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต

 

4. ใช้ถุงผ้าแทนการใช้ถุงพลาสติก

ใช้ถุงผ้าแทนการใช้ถุงพลาสติก เพราะทุกปีมีถุงพลาสติกถูกผลิตออกสู่ตลาดมากกว่า 50,000 ล้านถุง และมีเพียง 3% ของถุงพลาสติกที่นำไปรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง ถุงพลาสติกแต่ละใบต้องใช้เวลาถึงพันปีกว่าจะย่อยสลายหมดไปจากโลก!!

 

3. ลดการใช้พลังงานที่ใช้ภายในบ้านเรือนที่อยู่อาศัย

ลดการใช้พลังงานที่ใช้ภายในบ้านเรือนที่อยู่อาศัย พลังงานที่ใช้ภายในบ้านเรือนที่อยู่อาศัยเป็นตัวการก่อให้เกิดความร้อน หาเวลาว่างจัดบ้านหรือทำงานให้สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ และทิศทางลม แทนที่จะพึ่งแอร์หรือเทคโนโลยีไฮเทคตลอดเวลา แถมยังช่วยเซฟพลังงานได้ถึง 40% หรือ เปิดหน้าต่างรับลมแทนการเปิดแอร์ วิธีนี้ง่ายและคนไทยคุ้นเคยกันดี ผลการศึกษาของอเมริกาบ่งชี้ว่า 22.7 ตัน ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศมาจากบ้านเรือนที่อยู่ อาศัย ลองลดการใช้พลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยการเปิดหน้าต่างภายในบ้านเพื่อ รับลม แทนที่จะเปิดแอร์ทั้งวันทั้งคืน เพราะลมธรรมชาติจากภายนอกจะทำให้อากาศภายในบ้านเย็นสบายขึ้นในช่วงฤดูร้อน และอุ่นขึ้นในช่วงฤดูหนาว

 

2. ปิดไฟทุกครั้งที่เสร็จงาน

ปิดไฟทุกครั้งที่เสร็จงาน นี่ถือเป็นวิธีที่ช่วยประหยัดพลังงานได้ดีที่สุดอีกหนึ่งวิธี ช่วยประหยัดพลังงานชาติ ประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้

 

1. ปิดคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอตอนพักกลางวัน

ปิดคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอตอนพักกลางวัน (หรือไม่ได้ใช้) เพราะการเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ ไม่เพียงแต่จะเปลืองไฟ แต่ยังก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม การปิดคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ โดยใช้ปุ่มสแตนด์บาย พาวเวอร์ กินไฟในบ้านแบบไม่รู้ตัวถึง 75% การกดปุ่มปิดหรือ Off เท่านั้นที่ไม่กินพลังงาน
17  สมาชิก VIP / General Discussion / พยาบาล..อาชีพขาดแคลนทั่วโลก เมื่อ: สิงหาคม 05, 2011, 07:53:10 AM
พยาบาล..อาชีพขาดแคลนทั่วโลก



"ปัจจุบันปัญหาความขาดแคลนพยาบาลวิชาชีพในประเทศ ไทยเริ่มส่อเค้าความรุนแรงขึ้นอีกครั้งทั้งในด้านปริมาณกำลังคน และทักษะที่จำเป็นต่อการตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนที่มีความ หลากหลาย ซึ่งมีสาเหตุหลัก 2 ประการ ได้แก่ความต้องการบริการสุขภาพของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว และการมีข้อจำกัดในการเพิ่มการผลิต ดังนั้น เพื่อสร้างแรงดึงดูดให้เด็กรุ่นใหม่สนใจเรียนพยาบาล อาจต้องมีการพัฒนาสถานภาพการทำงานของคนในอาชีพนี้ ทั้งความก้าวหน้า สภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย และค่าตอบแทนที่เหมาะสม"

ดร.กฤษดา แสวงดีหัวหน้าโครงการวิจัยสุขภาพและชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในประเทศไทยภายใต้การสนับสนุนของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)เล่าให้ฟัง และว่า ปัจจุบันพยาบาลเข้าสู่วัยเกษียณมากขึ้น และการลดกำลังการผลิตพยาบาลวิชาชีพใหม่ ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา ทำให้ขาดแคลนพยาบาลวิชาชีพอยู่ถึง 3 หมื่นคน และโครงสร้างอายุของพยาบาลมีแนวโน้มเป็นกำลังคนสูงอายุ ในอนาคตอันใกล้ระยะ 10-15 ปีข้างหน้า ไทยจะมีพยาบาลทยอยเข้าสู่วัยเกษียณ ประมาณ 3,000-4,000 คนต่อปี

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์สถานการณ์การใช้และการกระจายกำลังคนพยาบาลวิชาชีพ เมื่อปี พ.ศ.2551 จากฐานข้อมูลสภาการพยาบาล พบว่า มีพยาบาลวิชาชีพอายุต่ำกว่า 60 ปี ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่เป็นปัจจุบัน 118,395 คน ในจำนวนนี้มีเพียง ร้อยละ 79.46 ที่ทำงานบริการพยาบาล ร้อยละ 8.98 ทำงานสนับสนุนบริการ ร้อยละ 4.51 ประกอบอาชีพอื่น ร้อยละ 4.05 ทำงานด้านบริหารการพยาบาล และมีเพียงร้อยละ 3.0 ที่ทำงานเป็นอาจารย์พยาบาล ซึ่งเป็นกำลังคนกลุ่มที่มีความขาดแคลนอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับความต้องการปัจจุบัน

การเรียนพยาบาล
สถิติของคนสูงอายุเพิ่มมากขึ้นทุกวัน จากเทคโนโลยี และวิวัฒนาการทางการแพทย์ เราจึงเห็นผู้สูงอายุเหล่านี้ออกมาเดิน มาเที่ยว มาออกกำลังกาย มาทานอาหารนอกบ้านกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งที่ตามมาจากการเกิดปรากฏการณ์เหล่านี้ก็คือ กิจการที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ หรือสินค้าเพื่อสนองต่อความต้องการของคนกลุ่มนี้ เพราะเป็นกลุ่มที่เอาใจใส่ต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของตัวเองสูงมาก
การเรียนด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือด้านพยาบาล ทั้งแพทย์แผนต่าง ๆ เภสัช ทันตะ สาธารณสุข ก็จะทำให้หางานทำได้ง่ายและมีรายได้สูงทั้งในประเทศรวมถึงต่างประเทศด้วย
นอกจากนี้สถาบันที่เปิดการเรียนการสอนด้านสุขภาพในบ้านเรา ยังมีน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนที่ขาดแคลน จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง...

หลักสูตรพยาบาลศาสตร์
พยาบาลศาสตร์ ใช้เวลาศึกษาตามหลักสูตร 4 ปี เป็นการศึกษาที่เน้นหนักในการให้บริการด้านสุขภาพอนามัยแก่ผู้ป่วย ทั้งผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพและผู้สูงอายุ ทางร่างกายและจิตใจ การให้บริการด้านพยาบาล คำนึงถึงความต้องการของคนไข้ ตามลักษณะและอาการของโรคที่เป็น โดยจะทำหน้าที่สังเกต จดบันทึก และรายงานให้แพทย์ทราบถึงความเปลี่ยนแปลง ถึงอาการผิดปกติที่เกี่ยวกับร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ ของคนไข้ เพื่อช่วยฟื้นฟูสุขภาพคนไข้ให้สามารถปรับตัวเข้ากับภาวะขัดข้องที่เกิดจากการเจ็บป่วย
งานพยาบาลแบ่งออกได้หลายสาขาคือ
· การพยาบาลวิกฤติและฉุกเฉิน (emegency and crisis care)
· การพยาบาลมารดาและทารก (mother and child health)
· การพยาบาลเด็ก (pediatric nursing)
· การพยาบาลสูติศาสตร์ (obstiatic care)
· การพยาบาลอายุรศาสตร์ (medical caring)
· การพยาบาลศัลยศาสตร์ (surgery care)
· การพยาบาลจิตเวช (psychiatric care)
· การพยาบาลชุมชน (community care)
· เวชปฏิบัติการพยาบาล
· การพยาบาลระยะสุดท้าย (hospice care)

ใครควรเรียน
คุณสมบัติต้องจบมัธยมศึกษาตอนปลายสายวิทยาศาสตร์ มีความรู้พื้นฐานวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นอย่างดีมีสุขภาพกายและจิตดี มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่รังเกียจผู้ป่วย มีเมตตา เสียสละ อดทนอดกลั้น และมีความรักในเพื่อนมนุษย์

แนวทางอาชีพปัจจุบัน
คนที่จบคณะพยาบาลศาสตร์ สามารถประกอบอาชีพได้มากมาย อาทิ รับราชการในโรงพยาบาลในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย รัฐวิสาหกิจ สภากาชาดไทย ฯลฯ หรือ เป็นอาจารย์สอนและวิจัยทางด้านพยาบาลศาสตร์ประกอบอาชีพในคลินิกส่วนตัวและโรงพยาบาลเอกชนประกอบธุรกิจสถานพยาบาล และอาชีพอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

สถาบันที่เปิดสอน
· วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก www.rtanc.ac.th
· วิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ www.medicalrtaf.com
· วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ www.policehospital.go.th/nurse
· วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ www.kcn.ac.th
· วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี www.bcn.ac.th
· วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย www.redcross.or.th/nurse
· คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล www.ns.mahidol.ac.th
· คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยwww.nurs.chula.ac.th
· คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิตwww.rsu.ac.th/nurse
· คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรwww.nurse.nu.ac.th
· คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ http://nurse.swu.ac.th/
· คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยบูรพาhttp://nurse.buu.ac.th/
· คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ www.nurse.cmu.ac.th
· คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ http://nurse.tu.ac.th/
· คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น http://nu.kku.ac.th/
· คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม www.nu.msu.ac.th
· คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยหัวเฉียว http://nurse.hcu.ac.th/
· คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ www.au.ac.th/academic
· คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยพายัพ http://nurse.payap.ac.th/
· คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยสยาม http://nursing.siam.edu/
· คณะพยาบาลศาสตร์วิทยาลัยเซนต์หลุยส์ http://slc.saintlouis.or.th/
· คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยคริสเตียน www.christian.ac.th
· คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยมิชชั่น www.missioncollege.edu
· สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์http://nurse.wu.ac.th/
· สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชwww.stou.ac.th/Thai/Schools/Sns
18  สมาชิก VIP / General Discussion / หวาน ๆ เค็ม ๆ แบบคนเมืองเพชร เมื่อ: สิงหาคม 04, 2011, 06:51:47 PM
หวาน ๆ เค็ม ๆ แบบคนเมืองเพชร



หวาน ๆ เค็ม ๆ แบบคนเมืองเพชร (Lisa)

          เขาว่าคนเมืองเพชรเป็นคนดุ คนตรง แต่ฉาบไว้ด้วยรสชาติหวาน ๆ เค็ม ๆ นั่นเพราะความต่างของอาชีพทำกิน ที่ขึ้นอยู่กับความหลากหลายทางธรรมชาติในท้องถิ่น...ยิ่งรู้จักคนเพชรก็เหมือนเราได้รู้จักเมืองเพชรมากยิ่งขึ้น

          Lisa พาเที่ยวจังหวัดเพชรบุรีคราวนี้ อาจให้อรรถรสความสนุกต่างไปจากที่คุณผู้อ่านเคยไปอยู่บ้าง อย่างการเที่ยววังเข้าวัดหรือลองลิ้มชิมขนมหวานพื้นเมืองขึ้นชื่อ เพราะเราจะพาคุณๆ ไปรู้จักคนท้องถิ่นเมืองเพชร พร้อม ๆ กับทำกิจกรรมในแหล่งทำกิน ที่กำลังถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่างรูปแบบ ไม่ต่างอะไรกับเพชรมีหลายเหลี่ยมมุมให้ชื่นชม...สมชื่อ "เพชรบุรี"



ตกหมึก เก็บหอย ลอยทะเล

          เรามาที่ ชุมชนหมู่บ้านพะเนิน ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม ซึ่งเป็นที่ตั้ง โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ชุมชนนี้มีอาชีพหลักคือทำประมงพื้นบ้าน ขณะที่แม่บ้านและเด็ก ๆ รับจ้างถักอวน บ้างก็ร้อยโมบายล์เปลือกหอย และกลายเป็นกิจกรรมสร้างสีสันในการท่องเที่ยวของที่นี่ นอกเหนือจากกิจกรรมไฮไลต์นำนักท่องเที่ยวไปเก็บหอยและตึกหมึกสาย

          โดยก่อนฟ้าสางชาวบ้านจะพานั่งเรือประมงออกทะเล ตามไต๋กงไปดูการจับหมึกสายด้วยไซหอยสังข์ที่วางดักไว้ ไต๋กงเรือเล่าว่า วิธีตกหมึกแบบนี้ได้อิทธิพลมาจากประมงแถบทะเลตะวันออก ก่อนแพร่ขยายมาถึงเมืองเพชรเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา หมึกชนิดนี้คนไทยไม่ได้ค่อยได้กินกันเพราะส่งออกซะหมด ตกแล้วกิโลกรัมละเกือบร้อย ถ้ายังนึกภาพหมึกสายไม่ออก ก็นึกภาพหมึกยักษ์อ็อกโตพุสที่ดูดปากพระเอกหนัง "กวน มึน โฮ" จนบวมเจ่อนั่นแหละ...555



          สนุกสนานกับการตกหมึกแล้วก็ตามชาวบ้านไปเก็บหอยแครง หอยเสียบ หอยปากเป็ด ฯ ที่ปลายแหลม ซึ่งทอดยาวไกลในทะเลถึง 2 กิโลเมตร พร้อมชมทัศนียภาพและสัมผัสความเนียนละเอียดของ "ทรายเม็ดแรก" เนื่องจากที่นี่เป็นจุดสุดท้ายของหาดโคลน จากสมุทรสาครและสมุทรสงคราม บรรจบกับจุดเริ่มต้นของหาดทรายแห่งทะเลอ่าวไทยเรื่อยลงไปยังภาคใต้ ความอุดมสมบูรณ์ของนิเวศสองระบบทำให้มีนกน้ำหลายชนิดหากินในย่านนี้ จนกลายเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญอีกแห่งของไทย



เดินดงตาล หอมหวานน้ำตาลสด

          ภาพตาลยืนต้นสูงเด่นเป็นแถวทิวสุดปลายตาตลอดสองข้างทาง เป็นสิ่งยืนยันว่าจังหวัดเพชรบุรีมีต้นตาลมากที่สุด เราขึ้นรถรางนำเที่ยวพาลัดเลาะไปยังสวนตาลของ ลุงถนอม ภู่เงิน แห่ง ต.ถ้ำรงค์ อ.บ้านลาด ลุงปลูกตาลมากว่า 20 ปีด้วยความรักและเอาใจใส่ จึงรู้จักเจ้าตาลสารพัดประโยชน์นี้เป็นอย่างดี สวนตาลนี้ตั้งใจให้เป็นมรดกถึงลูกหลาน เพราะต้นตาลมีอายุเป็นร้อยปี ในวันนี้ยังกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ สำหรับผู้สนใจพืชเศรษฐกิจชนิดนี้อีกด้วย



          ออกจากดงตาลของลุงถนอม มุ่งหน้าไปยังบ้านทำน้ำตาลสด อีกผลผลิตแปรรูปที่ได้จากต้นตาล นาทีถ้าไม่ชิมน้ำตาลหวานหอมจากเตาร้อน ๆ ก็คงบอกโม้กับใคร ๆ ไม่ได้ว่ามาถึงเมืองเพชรจริง ๆ ก่อนกลับเพื่อนร่วมทริปยังหิ้วน้ำตาลปีบที่ทำเสร็จใหม่ กลับบ้านด้วย ก็แหม...แค่โลละ 60 บาท ได้น้ำตาลแท้จากเตาตาลเอาไปทำน้ำกะทิลอดช่อง หรือทำอาหารคาวหวานอะไร ๆ ก็หอมอร่อยทั้งนั้น แล้วจะอดใจไม่ซื้อได้ไงกัน

          จากเตาตาลไปบ้านยีโตนด ชื่อก็บอกอยู่ว่าที่นี่มีรายได้เลี้ยงปากท้องจากผลตาล ตั้งแต่รับยีลูกตาลเพื่อเอาเนื้อไปทำขนม ปลอกหัวตาลส่งขายไปทำแกงหัวตาล แกะเม็ดตาลเอาส่วนแจวไปเชื่อม และเปลือกเม็ดที่แข็ง ๆ ก็เผาทำถ่านขายซะเลย พอจบทริปรถรางทัวร์บ้านลาดแหล่งทำตาล เราต่างรู้ซึ้งถึงคุณค่าต้นตาล..."โอ้ ฉันหลงรักตาลเข้าแล้วล่ะ จุ๊บจุ๊บ"
   


          ส่งท้ายทริปนี้เราไปดูการทำหมึกฉาบ ปลาหมึกแห้งที่โรงงานห้องเย็นมงคลการ และโรงงานทำปลาเค็มของเจ๊นุ้ย-ธารทิพย์ ตามด้วยช้อปของทะเลแห้งกลับบ้านอีกคนละหลายถุง แล้วไปดูวิธีนำดอกเกลือจากนาเกลือ มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามของกลุ่มสปาเกลือกังหันทอง ก่อนกลับบ้านยังไปล่องเรือชมวิวปากแม่น้ำบางตะบูน ชมฟาร์มเลี้ยงหอยแครงและหอยแมลงภู่ แล้วก็มีโอกาสได้นั่งคิดถึงเรื่องราวหวาน ๆ เค็ม ๆ ที่พบเจอมาตลอดทั้งทริป ก็พบข้อสรุปว่า...คนเมืองเพชรนั้นน่ารักและจริงใจ มากกว่าเป็นคนดุอย่างที่เขาว่ากันเป็นไหน ๆ 

          ขอขอบคุณผู้นำทริป : งานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวทั่วไทย โทรศัพท์ 1672



การเดินทาง

          จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนลัดจากคลองโคน จ.สมุทรสงคราม สู่อำเภอบ้านแหลม จ.เพชรบุรี จะสะดวกและรวดเร็ว จากนั้น วิ่งตามถนนกั้นน้ำเค็มสู่แหลมผักเบี้ยได้ รวมระยะทางจากคลองโคนถึงตำบลแหลมผักเบี้ย 45 กม. หรือจะวิ่งตามทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านนครปฐม ราชบุรี และไปเพชรบุรีก็ได้

สอบถามข้อมูลท่องเที่ยว

          การท่องเที่ยวฯ สนง.เพชรบุรี โทรศัพท์ 032-471-005-6
          อบต.แหลมผักเบี้ย โทรศัพท์             032-411-029       
          โฮมสเตย์พรพนาที่ ต.แหลมผักเบี้ย โทรศัพท์             08-6173-0530      ,             08-9254-7295       
          โรงงานปลาเค็มของนุ้ย-ธารทิพย์ โทรศัพท์             08-1944-9114       
          โรงงานทำปลาหมึกแห้งของป้าอำนวย นุชถาวร โทรศัพท์             08-1586-9996       
          ลุงถนอม ภู่เงิน โทรศัพท์             08-1586-9996     

19  สมาชิก VIP / General Discussion / ถือศีลอดเดือนรอมฎอน พิธีศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม เมื่อ: สิงหาคม 04, 2011, 06:49:05 PM
ถือศีลอดเดือนรอมฎอน พิธีศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม



เป็นที่รู้กันดีในหมู่ชาวมุสลิมทั้งหลายว่า เมื่อเดือนรอมฎอนเวียนมาถึง พวกเขาจะต้องประพฤติตนตามหน้าที่ของชาวมุสลิมดังที่หลักศาสนาได้บัญญัติเอาไว้ แต่สำหรับหลาย ๆ คนอาจจะสงสัยกันว่า เดือนรอมฎอนมีความสำคัญต่อชาวมุสลิมอย่างไร? เหตุใดชาวมุสลิมทำไมถึงต้องถือศีลอดในเดือนนี้? วันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้นำเรื่องราวเกี่ยวกับพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมนี้มาฝากกันค่ะ

          รอมฎอน หรือ รอมะฎอน หรือ เราะมะฏอน คือเดือนที่ 9 ของปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺ หรือปฏิทินอิสลาม เป็นเดือนที่ชาวมุสลิมถือศีลอดทั้งเดือน โดยในปีนี้การถือศีลอดของพี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศจะตรงกับวันที่ 1 สิงหาคม  2554

          โดยเดือนรอมฎอน นับได้ว่าเป็นเดือนที่ยิ่งใหญ่เดือนหนึ่งของอิสลาม ซึ่งอัลกุรอานได้กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของเดือนรอมฎอนนี้ไว้ว่า เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาในเดือนนี้ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นอยู่ที่เป้าหมายของการประทานต่างหาก ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของการประทานอัลกุรอานนี้ ก็เพื่อให้ใช้คัมภีร์นี้เป็นเครื่องนำทาง และเป็นข้อจำแนกแยกแยะสิ่งถูกสิ่งผิดแก่มนุษยชาติ ให้มนุษย์มุ่งสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ และหากมนุษย์เดินตามหนทางเช่นนี้ ก็จะได้รับความผาสุกทั้งโลกนี้และปรโลก

          ดังนั้น เดือนรอมฎอน จึงถือเป็นเดือนที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และจูงใจให้ผู้ศรัทธาทำความดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดือนอื่น ๆ และการถือศีลอดนี่เองก็เป็นหนทางหนึ่ง ที่จะทำให้ชาวมุสลิมสามารถมุ่งไปสู่จุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์ได้แท้จริง



          โดยการถือศีลอด เป็นหลักปฏิบัติในศาสนบัญญัติ 1 ใน 5 ประการ (ประกอบไปด้วย 1.นับถือพระเจ้า(อัลลอฮฺ)องค์เดียวและนบีมูฮำหมัดเป็นศาสนฑูตคนสุดท้าย 2.ดำรงละหมาด 3.บริจาคทาน 4.ถือศีลอด 5.บำเพ็ญฮัจย์ที่ นครเมกกะ) ซึ่งชาวมุสลิมจะประพฤติปฏิบัติตน โดยการ...

          - งดอาหาร น้ำ เพื่อจะได้รับรู้ความยากลำบากคนที่ยากไร้ โดยจะเริ่มตั้งแต่แสงพระอาทิตย์ขึ้น – แสงพระอาทิตย์เริ่มตกดิน จากการคำนวนดูเวลาแสงพระอาทิตย์ ขึ้น-ตก ตามการคำนวณของหลักดาราศาสตร์อิสลาม วัดตามพิกัดองศาแต่ละพื้นที่ และเมื่อถึงเวลาละศีลอด มักจะรับประทานอินทผลัม โดยได้แบบอย่างมาจากท่านนบีมูฮำมัด ทั้งนี้ ผลอินทผลัมนั้น ประกอบด้วย น้ำตาลฟรุกโตส กลูโคส น้ำ วิตามิน และแร่ธาตุ โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตส จัดเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายเป็นอย่างมาก และเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว

          - งด ละ เลิก จากสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมด ได้แก่ มือ(ทำร้ายหรือขโมย), เท้า(เดินไปสู่สถานที่ต้องห้าม), ตา (ดูสิ่งลามก), หู ( การฟังสิ่งไร้สาระ ,ฟังเรื่องชาวบ้านนินทากัน), ปาก (การนินทาว่าร้ายคนอื่น โกหกโป้ปด)

          - ทำความดี บริจาคทานแก่คนยากจน

          - อ่านคัมภีร์อัลกุรอาน เนื่องจากในเดือนนี้เป็นเดือนศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าประทานคัมภีร์อัลกรุอานมาให้แก่มนุษย์ ดังนั้น ชาวมุสลิมจึงต้องอ่านอัลกุรอาน เพื่อศึกษาถึงสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์รู้ว่าการเป็นอยู่ในโลกนี้และโลกหน้าจะเป็นอย่างไร และจะต้องทำตัวอย่างไรบ้าง

สำหรับผู้ที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องถือศีลอด ได้แก่

          1. คนเจ็บป่วย

          2. หญิงที่มีประจำเดือน

          3. หญิงที่ให้นมบุตร แต่หากมีความสามารถ ก็จะถือได้

          4. หญิงที่ตั้งครรภ์

          5. คนแก่ชรา ที่ไม่มีความสามารถเพียงพอ

          อย่างไรก็ตาม บุคคลเหล่านี้ต้องจ่ายทาน เป็นข้าวสารวันละ 1 มุด (1 มุด ประมาณ 6 ขีด) และสำหรับคนเจ็บป่วย และสตรีที่มีประจำเดือนนั้นให้ถือศีลอดใช้ภายหลังให้ครบก่อนรอมฎอนในปีถัดไป

          เห็นแล้วใช่หรือไม่คะว่า การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ไม่ใช่แค่เรื่องของการงดอาหาร หรือเป็นเพียงแค่การปฏิบัติตามหน้าที่ทางศาสนาของชาวมุสลิมเท่านั้น แต่เพื่อเป็นการขัดเกลาจิตใจของตนเอง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่สำคัญและยิ่งใหญ่ของการเดินทางสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และสูงส่งทางด้านจิตวิญญาณตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของพระองค์ที่ได้ประทานอัลกุรอานมาให้แก่มนุษย์นั่นเอง
20  สมาชิก VIP / General Discussion / ทำความรู้จัก IELTS กันดีกว่า เมื่อ: สิงหาคม 04, 2011, 06:47:25 PM
ทำความรู้จัก IELTS กันดีกว่า


IELTS: International English Language Testing System

 

IELTS คืออะไร

IELTS (International English Language Testing System) คือ การวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษสำหรับผู้สนใจทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการไป ศึกษาต่อ หรือรับการฝึกอบรมในต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา และผู้ที่มีความประสงค์จะย้ายถิ่นฐาน ไปยังประเทศออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์

IELTS ทดสอบอะไร

IELTS เป็นการทดสอบการใช้ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และ การเขียน ผู้สอบจะได้รับใบรายงานผลการสอบโดยแยกเป็น แต่ละส่วนทั้ง 4 ทักษะ ลักษณะของคะแนนในการสอบจะถูกแบ่งออกเป็น 9 ระดับ โดยเริ่มต้นที่ตั้งแต่ระดับที่หนึ่งไปจนถึงระดับที่เก้า ซึ่งสามารถวัดระดับความรู้ความสามารถ ในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สอบได้อย่างถูกต้อง เช่น

ระดับที่ 1 ผู้เข้ารับการทดสอบที่ได้คะแนนในระดับนี้จะหมายถึงผู้ที่ไม่ สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เลย

ระดับที่ 9 ผู้เข้ารับการทดสอบที่ได้คะแนนในระดับนี้จะหมายถึงผู้ที่สามารถ ใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ

ในการสอบ IELTS ข้อสอบจะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ สำหรับผู้ที่ต้องการจะสอบเพื่อนำผลไปสมัครเรียนต่อ และ สำหรับการฝึกอบรม ผู้เข้ารับการทดสอบทั้งสองแบบจะได้รับข้อสอบที่ใช้ในการทดสอบการฟังและ การพูดฉบับเดียวกัน ส่วนการทดสอบการเขียนและการอ่านจะใช้ข้อสอบคนละแบบ ซึ่งแยกตามวัตถุประสงค์ของผู้เข้ารับการทดสอบ
รูปแบบของการทดสอบแยกตามวัตถุประสงค์ของผู้เข้ารับการทดสอบ

1. เพื่อการศึกษาต่อ (ACADEMIC modules) เพื่อเป็นการทดสอบความพร้อมในการศึกษาต่อในต่างประเทศที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งในระดับ ปริญญาตรี และปริญญาโท

2. เพื่อการฝึกอบรม (GENERAL TRAINING modules) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวัดความพร้อมเพื่อศึกษาต่อในระดับมัธยม การฝึกอบรมหรือ ทำงานในต่างประเทศที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วข้อสอบจะใช้วัดความรู้ภาษาอังกฤษในระดับพื้นฐาน และจะไม่ซับซ้อนเหมือนกับ ผู้ที่ต้องการวัดระดับความรู้เพื่อศึกษาต่อ และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศนิวซีแลนด์ หรือ ออสเตรเลีย


IELTS จัดสอบที่ไหน และ เมื่อไหร่

IELTS จัดสอบที่ โรงแรมปทุมวันปรินเซส (ติดกับมาบุญครอง) ในช่วงเช้า และ British Council (BC) กรุงเทพฯ ณ อาคารวิทยกิตติ์ ชั้น 13 ในช่วงบ่าย โดยจัดสอบเดือนละ 3 ครั้ง ตรงกับวันเสาร์ และควรสมัครสอบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน นอกจากนี้ทาง BC อาจจัดสอบเพิ่มเติมตามความเหมาะสมซึ่งท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ แผนกลูกค้าสัมพันธ์ชั้น 1

ค่าสมัครสอบราคาเท่าไหร่

ค่าสมัครสอบ 5,900 บาท

หลักฐานการสมัคร

1. กรอก ใบสมัครการสอบ IELTS ด้วยอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ (Capital Letter)

2.รูปถ่ายปัจจุบัน 2 รูป (ขนาด 2 นิ้ว)

3.สำเนาเอกสารอย่างใดอย่างหนึ่งพร้อมเอกสารฉบับจริง ดังต่อไปนี้:

- บัตรประจำตัวประชาชน
- หนังสือเดินทาง

***หมายเหตุ สำหรับผู้สมัครที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีสามารถใช้ สำเนาบัตรประจำตัวนักเรียนแทนสำเนาเอกสารข้างต้นได้

4. ชำระค่าสมัครสอบที่แผนกลูกค้าสัมพันธ์

***หมายเหตุ ผู้สมัครสอบต้องเตรียมเอกสารให้ถูกต้องและครบถ้วนในวันที่ ทำการสมัครสอบ มิฉะนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้สมัครสอบ


การประกาศผลสอบ

ผู้สอบสามารถรับผลการสอบได้ที่ BC วันพฤหัส (หรือ 5 วันทำงานหลังการสอบ) ตั้งแต่เวลา 13.00 - 19.00 น. ทาง BC จะเริ่มจัดการส่งผลสอบที่เหลือให้ผู้สอบทางไปรษณีย์ (โปรดเผื่อเวลาจัดส่งทาง ไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ ประมาณ 3 วัน) หากท่านไม่มารับผลสอบภายในวันอาทิตย์ทาง BC จะไม่ทำการแจ้งผลการสอบ ทางโทรศัพท์ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม

การสอบครั้งต่อไป

ท่านสามารถทำการสอบครั้งต่อไปได้อีก 90 วันหลังจากการสอบครั้งสุดท้าย

ข้อมูลเพิ่มเติม

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

กรุงเทพฯ
บริติช เคานซิล ประเทศไทย 254 จุฬาลงกรณ์ ซอย 64 สยามสแควร์ ถ. พญาไท
เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

โทรศัพท์: +662 652-5480-9 ต่อ 501 หรือ 502

โทรสาร :             +662 253-5312     
ตั้งแต่เวลา 09:00 - 16:00
ระหว่างวันจันทร์ - วันศุกร์
21  สมาชิก VIP / General Discussion / ลากรถอย่างถูกวิธีทำไรอย่างไรแน่นะ!! เมื่อ: สิงหาคม 04, 2011, 08:02:55 AM
ลากรถอย่างถูกวิธีทำไรอย่างไรแน่นะ!!



ถ้าหากพูดถึงการเดินทางโดยสภาพรถยนตืที่ไม่พร้อมแล้ว เหตุรถเสียนั้นถือเป็นเรื่องที่แทบไม่สามารจะเลี่ยงได้ โดยเฉพาะเมื่อปัญหาทางด้านเครื่องยนตืไม่สามารถซ่อมได้ข้างถนน ที่ทั้งอันตราย การนำรถสู่ที่ปลอดภัยจึงเป็นหนทางที่น่าจะดีกว่า

"การลากรถ" นั้น เป็นวิธีหนึ่งที่เราหลายคนมักจะทำประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการนำรถไปยังที่ปลอดภัยชั่วคราวหรือเพื่อเดินทางไปพบช่างผู้ชำนาญการ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นไม่ให้ต้องนั่งตบยุงท่ามกลางความเปลี่ยวของถนน



ตามปกติแล้วพวกเราคนเมืองหลวงมักไม่ค่อยได้ลากรถกันมากนัก เนื่องจากความสะดวกที่ถูลู่ถูกังไปทั้งยังงั้นไม่นานก็อาจจะเจออู่ที่เป็นงานหรือไม่ก็มีรถยกบริการที่พร้อมให้คุรเรียกใช้สะดวก แต่ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่เดินทางค่อนข้างบ่อยและรถแม้จะมีสภาพสมบูรณ์แต่ก็เริ่มอายุมาก คุณเองควรเรียนรู้วิธีลากรถด้วยตัวเองเอาไว้ ที่ง่ายๆไม่ยากมากมายนัก

1.อุปกรณ์ต้องพร้อม ข้อสำคัญของการลากรถนั้นไม่ได้อยู่ที่วิธีแต่มันขึ้นอยู่กับความพร้อมของตัวเอง ที่การลากรถนั้นจำเป็นต้องใช้ สิ่งของที่จะทำให้รถ 2 คันสามารถพ่วงเข้าหากันไปด้วยกันมาด้วยกัน ซึ่ง ปัจจุบันที่นิยมมีเชือก สลิง และ แป๊บลาก แต่เราอยากแนะนำให้ใช้สลิงดีกว่า เนื่องจากเชือกขาดง่าย ส่วนแป๊ปเหล็กนั้น สามารถสร้างความเสียหายให้ตัวรถได้ถ้าไม่ชำนาญการ



2.หาตัวช่วย เมื่อพร้อมแล้ว ก็ได้เวลาที่คุณต้องหาคนช่วยเหลือ โดยเฉพาะเมื่อทางออกที่ควรจะเลือกคือรถกระบะ เนื่องจากรถกระบะมีแรงบิดในรอบต่ำที่ดีจากเครื่องยนต์ดีเซลทำให้ลากได้ง่ายกว่า รถเก๋งด้วยกัน ส่วนในเมืองนั้นแท็กซี่ก็พอจัดให้ได้ แต่แนะว่าต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป

3.ได้เวลาลุย เมื่อคุณได้ทั้ง 2 อย่างครบแล้ว ก็ได้เวลาพ่วงรถคุณกับตัวช่วยเข้าด้วย ตามปกติแล้ว รถปัจจุบันแทบทุกรุ่นจะมีจุดลากมาให้ซึ่งจะเป็นห่วงเล็กๆ ที่ยึดเข้ากับแชสซีโดยตรงทำให้มีความแข็งแรงและไม่สร้างความเสียหายต่อตัวรถ แต่หากไม่มีให้ยึดกับจุดใดก็ได้ที่เป็นแชสซีของรถหรือไม่ก็ต้องเป็นชิ้นส่วนที่ติดกับโครงสร้างหลักโดยตรง



4.รู้วิธีขับข้อนี้สำคัญสุด การลากรถอาจจะฟังเหมือนง่ายแต่เอาเข้าจริงมันกลับทำยากกว่าที่พูด เพราะการกระทำแบบนี้ถือเป็นการเสี่ยงและจริงก้ไม่ค่อนอยากแนะนำแต่อย่างบอกบางครั้งเราเดินทางมันก็ไม่มีทางเลือกมากมายอะไรนัก

การขับรถเราโดยที่ถูกลากอยู่นั้นถือเป็นข้อสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเราต้องจับจังหวะให้ได้ โดยเฉพาะการใช้เชือกหรือสลิกจะลำบากกว่าใช้แป๊ปเล้กน้อย เพราะต้องคอยกะระยะว่าเมื่อไรเชือกตึงหรือกำลังผ่อน หลักการง่ายๆคือให้สังเกตระดับไฟหน้ารถเรากับคันที่ลากว่าเราความชิดมากแค่ไหน แต่จำไว้ว่าอย่าใกล้มากขนาดนั้น เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะไม่สามารถหยุดได้ทัน และอีกเรืองที่สำคัญ หากใช้เชือก/สลิงอย่าให้เกิดการกระตุกแรงๆเพราะมันอาจขาดได้แม้จะมีความหนาแน่นพอที่จะลากรถได้ก็ตาม



ทั้งนี้หากคุณมีปัญหากลางทางและไม่ค่อยมีประสบการณ์มากนักทางที่ดี ควรจะโทรหาหน่วยงานฉุกเฉิน/ตำรวจในพื้นที่เพื่อประสานงานรถยกไปยังอู่ที่ใกล้เคียงก่อนเพื่อตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น แต่หากปัญหาหนักจริงควรกลับมาซ่อมที่อู่ซึ่ง เราสามารถวางใจได้

 
22  สมาชิก VIP / ข่าวตลาดทอง / สาระสำคัญของแผนเพิ่มเพดานหนี้สหรัฐฯ เมื่อ: สิงหาคม 02, 2011, 07:56:07 AM
สาระสำคัญของแผนเพิ่มเพดานหนี้สหรัฐฯ

เอเอฟพี/เอเจนซี - แผนการขยายเพดานก่อหนี้ภาคสาธารณะ/ตัดลดยอดการขาดดุลงบประมาณ ที่พวกผู้นำรัฐสภาของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันตกลงประนีประนอมกันได้ในคืนวันอาทิตย์(31 ก.ค.) ทำให้มีความเป็นไปได้สูงลิ่วที่สหรัฐฯจะไม่ต้องตกอยู่ในภาวะผิดนัดชำระหนี้ (default) ในวันอังคาร(2 ส.ค.)นี้ ทั้งนี้โดยที่ต้องติดตามต่อไปว่าสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ของสหรัฐฯ จะอนุมัติผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างทันการณ์ตามที่คาดการณ์กันหรือไม่
       
       สำหรับเนื้อหาสำคัญของแผนการนี้พอจะสรุปได้ดังนี้
       
       **เพดานก่อหนี้**
       ข้อตกลงจะเปิดทางให้ประธานาธิบดีโอบามาขยายเพดานก่อหนี้สินภาคสาธารณะของสหรัฐฯได้เป็น 3 ขั้นตอน โดยที่ในการขยับเพดานขยัก 2 และ 3 โอบามาต้องเสนอต่อรัฐสภา ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้พวกสมาชิกรัฐสภาที่ไม่เห็นด้วยได้แสดงความเห็นคัดค้านให้ปรากฏ ทว่าจะไม่สามารถสกัดกั้นได้ยกเว้นทั้ง 2 สภาต่างมีเสียงค้านเป็นจำนวนสองในสาม ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันเห็นกันว่าไม่น่าเป็นไปได้
       
       รวมทั้ง 3 ขั้นตอน ประธานาธิบดีสามารถขยายเพดานก่อหนี้ขึ้นไปอีกอย่างน้อย 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลสหรัฐฯบอกว่าเป็นระดับที่เพียงพอใช้ไปจนถึงปี 2013 และหมายความว่าไม่ต้องทำอะไรในปี 2012 อันเป็นปีที่ต้องมีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี
       
       **การตัดลดงบประมาณรายจ่ายรอบแรก**
       แผนการนี้กำหนดให้ตัดลดงบประมาณรายจ่ายลงเพื่อเป็นการลดยอดขาดดุลงบประมาณแผ่นดินให้ได้ราว 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในระยะเวลา 10 ปีต่อจากนี้ไป โดยที่รัฐสภาจะให้การอนุมัติเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นแรกซึ่งทำเนียบขาวบอกว่ามียอดระหว่าง 900,000 ล้าน ถึง 1 ล้านล้าน ดอลลาร์ (จอห์น โบห์เนอร์ ประธานสภาล่างที่เป็นฝ่ายรีพับลิกันให้ตัวเลขแน่นอนเลยว่า 917,000 ล้านดอลลาร์) จะมีผลในทันทีที่บังคับใช้แผนการประนีประนอม
       
       รายการใช้จ่ายที่จะถูกตัดจะเป็นพวกโครงการแผนงานประเภทที่รัฐสภาอนุมัติให้เป็นรายปี (discretionary spending) ตั้งแต่งบประมาณทางทหาร ไปจนถึงโครงการตรวจสอบเฝ้าระวังด้านอาหาร โครงการเหล่านี้จะถูกกำหนดเพดานสูงสุดในแต่ละปีเป็นเวลา 10 ปี โดยที่ปีแรกๆ จะยังลดลงจากเดิมไม่มากนักเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ส่งผลกระทบกระเทือนภาวะเศรษฐกิจซึ่งกำลังย่ำแย่อยู่แล้ว เป็นต้นว่า งบประมาณรายจ่ายของปีงบประมาณปัจจุบัน (1 ต.ค.2011-30ก.ย.2012) ซึ่งยอดเดิมอยู่ที่ 1.049 ล้านล้านดอลลาร์ จะถูกลดลงมาเพียง 6,000 ล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่เพดานใช้จ่ายจะส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นในปีหลังๆ โดยที่วาดหวังกันว่าถึงตอนนั้นเศรษฐกิจสหรัฐฯน่าจะฟื้นตัวขึ้นมาแล้ว
       
       ในยอด 917,000 ล้านดอลลาร์ที่จะตัดลงในรอบแรกนี้ ประมาณ 350,000 ล้านดอลลาร์จะมาจากโครงการด้านกลาโหมและด้านความมั่นคงอื่นๆ ซึ่งในปัจจุบันมียอดรวมเท่ากับกว่าครึ่งหนึ่งของโครงการประเภทที่รัฐสภาอนุมัติให้เป็นรายปีทั้งหมด เนื่องจากสหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะถอนตัวออกจากอิรักและอัฟกานิสถานมากขึ้นเป็นลำดับ ค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้จึงน่าจะลดต่ำลงมาเรื่อยๆ อยู่แล้ว แต่กระนั้นพวกรีพับลิกันก็ยังคงต่อต้านแนวความคิดในเรื่องนี้ และจึงยังเป็นประเด็นที่อาจก่อให้เกิดการพิพาทขัดแย้งขึ้นมาอีกในเวลาต่อไป
       
       **การตัดลดงบประมาณรายจ่ายรอบสอง**
       ในขั้นตอนนี้กำหนดให้ตัดลดรายจ่ายให้ได้อีกราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในระยะเวลา 10 ปีเช่นกัน การตัดลดจะให้เป็นอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมาธิการชุดหนึ่งที่รัฐสภาแต่งตั้งขึ้นเป็นพิเศษ สมาชิกที่มี 12 คนจะมาจากทั้ง 2 สภา โดยเป็นฝ่ายเดโมแครตและฝ่ายรีพับลิกันฝ่ายละเท่าๆ กัน
       
       คณะกรรมาธิการจะเสาะหาวิธีประหยัดงบประมาณด้วยการยกเครื่องระบบการจัดเก็บภาษี และปรับโครงสร้างโครงการด้านสวัสดิการสังคมต่างๆ ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวยิ่งในทางการเมือง และสมาชิกรัฐสภาของทั้งสองพรรคยังไม่สามารถตกลงกันได้เลยจนกระทั่งบัดนี้
       
       คณะกรรมาธิการจะต้องทำภารกิจนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 23 พฤศจิกายนปีนี้ แล้วเสนอให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติ โดยที่รัฐสภาจะต้องลงมติรับรองภายในวันที่ 23 ธันวาคม ทั้งนี้สมาชิกรัฐสภาสามารถลงคะแนนว่าจะรับหรือไม่รับ แต่ไม่สามารถแปรญัตติแก้ไขรายละเอียดได้
       
       ถ้าคณะกรรมาธิการไม่อาจเห็นพ้องกันเพื่อให้มีการตัดลดรายจ่ายอย่างน้อยที่สุด 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือรัฐสภาลงมติไม่รับรองข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ก็ให้ทำการตัดลดงบประมาณรายจ่ายให้ได้เป็นจำนวนดังกล่าวโดยอัตโนมัติตั้งแต่งบประมาณปี 2013 เป็นต้นไป
       
       การตัดรายจ่ายลงอย่างอัตโนมัตินี้ให้แบ่งตัดจากพวกโครงการด้านการทหารครึ่งหนึ่ง และจากโครงการด้านที่ไม่ใช่การทหารอีกครึ่งหนึ่งเท่าๆ กัน ทว่าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่าจะไม่มีการแตะต้องโครงการสวัสดิการบางโครงการ
       
       **การแก้ไขรัฐธรรมนูญ**
       แผนการนี้ยังเรียกร้องให้ทั้งสองสภาทำการลงมติว่าจะรับรองหรือไม่รับรองบทแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ที่กำหนดให้รัฐบาลสหรัฐฯต้องจัดทำงบประมาณแผ่นดินแบบสมดุล ทั้งนี้เห็นกันว่าบทแก้ไขนี้คงไม่มีโอกาสผ่านออกมาบังคับใช้ เนื่องจากต้องได้เสียงสองในสามจากทั้งสองสภา แต่ที่มีการบรรจุข้อนี้เข้ามาด้วย ก็เพื่อจูงใจให้พวกอนุรักษนิยมยอมรับกับแผนการประนีประนอมทั้งฉบับได้มากขึ้น
23  สมาชิก VIP / General Discussion / เที่ยวสุดสัปดาห์สไตล์แอดเวนเจอร์ ที่ จปร. เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2011, 10:49:08 AM
เที่ยวสุดสัปดาห์สไตล์แอดเวนเจอร์ ที่ จปร.



สุดสัปดาห์ที่ จปร. (e-magazine)

          การท่องเที่ยวกับสังคมของคนเมืองช่างต่างกันเหลือ ด้วยช่องวางของเวลาแต่ละสัปดาห์มันปลีกออกจากงานได้ยากมาก ๆ บางคนอาจจะทำงานทั้งปี จนลืมไปว่าคุณเองก็มีวันหยุดสุดสัปดาห์ที่แสนสั้นแต่ยังมันส์ได้ วันนี้คนทำงานวัยมันส์ที่ต้องการการท่องเที่ยวแบบแอนเวนเจอร์ ที่ใกล้ ๆ และครบครันก็ต้องที่นี้เลยครับ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก ความสนุกของที่นี้มีหลากหลายมากมายในที่ของเหล่านายร้อย นอกจากกิจกรรมที่คุณจะได้รับ คุณก็ยังจะได้รับความรู้ใหม่ ๆ จากทหารใจดี ที่พร้อมจะบริการคุณตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในโรงเรียน จปร.

          การเดินทางนั้นไม่ยาก โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หรือ โรงเรียนนายร้อย จปร. นั้น ตั้งอยู่ที่อำเภอองครักษ์ ตำบลพรหมณี ห่างจากตัวเมือง 14 กิโลและห่างจากกรุงเทพเพียง 75 กิโลเมตรเท่านั้น มีพื้นที่กว่า 19000 ไร่ด้วยพื้นที่ที่กว้างใหญ่ไพศาล ทำให้โรงเรียนนายร้อยมีสถานที่ที่น่าสนใจหลายแห่ง นอกจากการเรียนการสอนตำราทหาร และมีกิจกรรมที่สามารถทำได้หลากหลายไม่ว่าแรนลี่ พายเรือ ยิงปืน เพ้นต์บอลหรือค่ายต่าง ๆ ที่เป็นกิจกรรมเหล่านักเรียนนายร้อยใช้เป็นประจำ มาดูกันหน่อยสิว่าที่นี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง



          หากมีเวลามากพอ หลังการเดินทางอยากจะแนะนำให้นักท่องเที่ยว ได้มีโอกาสสักการะพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5 ที่ศาลา 6 เหลี่ยม เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยเหมือนกันนักเรียนนายร้อย ที่ต้องเข้ามาสักการะเป็นประจำ หลังจากนั้นจะเป็นเวลามันส์ของคุณดูซิว่า 1 วันเต็มคุณสามารถทำอะไรกันที่นี้ได้บ้าง ในช่วงเช้าเราอาจจะเลือกกิจกรรมแบบแอดเวนเจอร์เลย เพราะช่วงเช้านั้นแดดจะไม่แรงเท่าช่วงบ่าย ที่พร้อมสาดรังสีอัลตราทำร้ายหนังหน้าสวย ๆ ของคุณ

          วัดใจคนกล้าท้าโรยตัวจากหน้าผาจำลองเคลื่อนผ่นน่านน้ำ โดดหอสูงกว่า 34 ฟุต ฐานเหินเวหา ฐานแมงมุมขนไข่ ซึ่งมันเป็นกิจกรรมของสไตล์ทหารแท้ ๆ และคุณไม่ต้องกลัวว่าจะเจ็บตัว ที่นี่อุปกรณ์เซฟที่ดีเยี่ยมความตื่นเต้นความหวาดเสียว ที่จะทำให้คุณซึ้งในรสวิชาทหารที่เขาฝึกกันอยู่ทุกวันวี่ และงานนี้ยังได้รู้ว่าทหารนอกจากจะเป็นรั้วของชาติยังฮาอีกด้วย

          เมื่อผ่านกิจกรรมช่วงเช้าก็เข้ามาสู่การพักผ่อน หลังทานข้าวเสร็จอาจจะพาลูกหลานเด็กน้อยเข้าไปชม อาคารพิพิธภัณฑ์ 100 ปี จปร ที่นี้เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับกองทัพไทย ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เคยใช้ทำสงครามในสมัยก่อน หรือจะเป็นเครื่องแบบนายทหารของกองทัพ รวมถึงวีดีทัศน์บรรยายเรื่องราวและความเป็นมาของที่นี้ ที่นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับน้อง ๆ หนู ๆ ที่อยากโตขึ้นสวมชุดเขียวสะพายปืน



          เข้าสู่คาบบ่ายที่อากาศค่อนข้างร้อนสักหน่อย ก็หนีเข้าสนามยิงปืนมีหลังคาบังแดดให้หายกังวล ปืนของที่นี้มีทั้งสั้นและยาวให้คุณฝึกสมาธิได้ดี พร้อมกับทหารแม่นปืนประกบข้างกายอย่างอุ่นใจ ครูฝึกจะสอนให้เรารู้การใช้ปืนที่ถูกวิธี และการกลั้นลมหายใจในการยิง ชวนเพื่อนมากระหน่ำเป้าแล้ววัดความแม่นกันได้ แต่หากหมันไส้เพื่อนฝูงก็ชักชวนมาเปิดศึกอันร้อนระอุด้วย สงครามเพ้นต์บอลบนสนามที่กว้างประมาณ 2 ส่วน 3 ของสนามฟุตบอล มีทั้งกล่อง ถัง ลัง บ้าน เหมือนคุณกำลังปะทะกันแบบสมจริงยิ่งกว่า 3D



          ตกเย็นคุณอาจเลือกที่จะพักผ่อนง่าย ๆ ด้วยการผายเรือแคนนูในบึงกว้าง หรือจะหากิจกรรมอย่างอื่นทำต่อเช่น ร้องคาราโอเกะ ตีสนุ๊ก หรือจะออกรอบกับเพื่อนฝูงที่มาด้วยก็ยังได้ เพราะที่นี่มีบริการเกือบทุกอย่างยังมีกิจกรรมอื่น ๆ สำหรับคนไม่ชอบแอดเวนเจอร์เท่าไหร่ก็พวกส่องนก เดินป่าท่องธรรมชาติตามใจชอบ ทางโรงเรียนนายร้อยจุลจอมเกล้ายังมีบริการบ้านพัก

          สำหรับคนที่อยากค้างคืน การเดินทางมาที่ จปร ทำให้คุณมีทางเลือกในการท่องเที่ยวที่หลากหลายมากกว่าเดิม สถานที่ใกล้เคียงไม่ว่าจะน้ำตกสาลิกา นางรองหรือน้ำพุร้อนเล็กมันทำให้คุณเลือกพักผ่อนทั้งสั้นและยาว หากคุณคิดว่าไม่มีเวลามากแต่ต้องการผจญภัยแบบวัยเด็ก พร้อมความอบอุ่นที่จะได้รับจากเหล่าทหารใจดีเป็นของฝากที่ยากจะลืม

24  สมาชิก VIP / General Discussion / ตำนานความเชื่อโบราณเกี่ยวกับพญานาค เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2011, 09:56:07 AM
ตำนานความเชื่อโบราณเกี่ยวกับพญานาค



พญานาคเป็นสัตว์ในตำนานที่หลายคนยังหาคำตอบไม่ได้ บ้างก็ว่ามีอยู่จริงบ้างก็ว่าไม่มีจริง แต่ว่าในปัจจุบันก็ยังคงมีข่าวว่าพบเจอพญานาคกันอยู่เรื่อยๆ เป็นระยะๆ บางคนเชื่อ(หรือถึงกับงมงาย)แต่ในทางกลับกันบางคนก็ยังคงค้างคาอยู่ในใจว่าสิ่งที่พวกเค้าเจอนั้นมันคืออะไรกันแน่ วันนี้ทาง Sanook! Horoscope จึงรวมรวมเอาตำนานความเชื่อต่างๆ ที่เกี่ยกับพญานาคมาไขข้อข้องใจให้คุณได้รับรู้กันค่ะ

ตำนานพญานาค

นาค หรือ พญานาค งูใหญ่มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และนาคยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล

นาคเป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำ บางแห่งก็ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งฟ้า

 

ตำนานความเชื่อเรืองพญานาคมีความเก่าแก่มาก ดูท่าว่าจะเก่ากว่าพุทธศาสนาอีกด้วย สืบค้นได้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ ด้วยเหตุจากภูมิประเทศทางอินเดียใต้เป็นป่าเขาจึงทำให้มีงูอยู่ชุกชุม และด้วยเหตุที่งูนั้นลักษณะทางกายภาพคือมีพิษร้ายแรง งูจึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้การนับถือว่ามีอำนาจ ชาวอินเดียใต้จึงนับถืองู

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีตำนานเรื่องพญานาคอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านในภูมิภาคนี้มักเชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง หรือเมืองบาดาล และเชื่อกันว่าเคยมีคนเคยพบรอยพญานาคขึ้นมาในวันออกพรรษาโดยจะมีลักษณะคล้ายรอยของงูขนาดใหญ่ และเมื่อไปเล่นน้ำในแม่น้ำโขงควรยกมือไหว้เพื่อเป็นการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ลักษณะของพญานาคตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือพญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัวใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี บ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ หรือบ้างก็มี7สี และที่สำคัญคือนาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่ตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียรและเก้าเศียร นาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจาก พญาเศษนาคราช(อนันตนาคราช) ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาท ณ เกษียณสมุทร อนันตนาคราชนั้นเล่ากันว่ามีกายใหญ่โตมหึมามีความยาวไม่สิ้นสุด มีพันศีรษะ พญานาคนั้นมีทั้งเกิดในนำและบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่ มีอิทฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้ นาคนั้นมักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์รูปร่างสวยงาม

ความเชื่อเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณสมบัติ

พญานาค หรือ งูใหญ่มีหงอน ในตำนานของฝรั่ง หรือชาวตะวันตก ถือว่าเป็นตัวแทนของกิเลส ความชั่วร้าย ตรงข้ามกับชาวตะวันออก ที่ถือว่า งูใหญ่ พญานาค มังกร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังอำนาจ ชาวฮินดูถือว่า พญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่างๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพราหมณ์

 

พญานาค งูใหญ่ มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และ บันไดสายรุ้งสู่จักรวาล เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ จากการจำศีล บำเพ็ญภาวนา ศรัทธาในพุทธศาสนา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เราจะพบเห็น เป็นรูปปั้นหน้าโบสถ์ ตามวัดต่างๆบันไดขึ้นสู่วัดในพุทธศาสนา ภาพเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กับศาสนาพุทธอีกมากมาย

พญานาคแปลงกายได้ ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไรก็ได้ แต่ในสภาวะ 5 อย่างนี้ จะต้องปรากฏเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม

พญานาค อาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ที่นาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อนๆ กัน ชั้นสูงๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์

พญานาค สามารถผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ แปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้องจะออกลูกเป็นไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียร สามารถขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลก จนถึงสวรรค์ ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขึ้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตามสภาวะเหตุการณ์นั้นๆ

จะเห็นว่า พญานาค หรือ งูใหญ่ นั้นมีความเป็นมาและถิ่นที่อยู่เป็นสัดส่วนในภพหนึ่งต่างหาก จะมีเป็นบางครั้งที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ พญานาค เป็นทั้งเอกลักษณ์ของความดี และความไม่ดี

ความเชื่อเกี่ยวพันกับชีวิต น้ำ ธรรมชาติ

พญานาค เป็นสัญลักษณ์แห่งธาตุน้ำ "นาคให้น้ำ" เป็นเกณฑ์ที่ชาวบ้านรู้และเข้าใจดี ที่ใช้วัดในแต่ละปี จำนวนนาคให้น้ำมีไม่เกิน 7 ตัว ถ้าปีไหนอุดมสมบูรณ์มีน้ำมากเรียกว่า "นาคให้น้ำ 1 ตัว" แต่หากปีไหนแห้งแล้งเรียกว่าปีนั้น "มีนาคให้น้ำ 7 ตัว" จะวัดกลับกันกับจำนวนนาค ก็คือที่น้ำหายไป เกิดความแห้งแล้งนั้นก็เพราะ พญานาคเกี่ยงกันให้น้ำ แต่ละตัวจึงกลืนน้ำไว้ในท้องไม่ยอมพ่นน้ำลงมา

เกี่ยวข้องกับคนไทย

เรามักจะเห็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับนาคได้เสมอ ในงาน จิตรกรรม ประติมากรรม และหัตถกรรม นาคเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะตามอาคารวัดต่างๆ หลังคาอาคารที่สร้างขึ้นสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถานบันศาสนสถาน ตามคตินิยมที่ว่า นาคยิ่งใหญ่คู่ควรกับสถาบันอันสูงส่ง เช่น นาคสะดุ้ง ที่ทอดลำตัวยาวตามบันได นาคลำยอง ที่ทำเป็นป้านลมหลังคาโบสถ์ ที่ต่อเชื่อมกับนาคสะดุ้ง นาคเบือน นาคจำลอง และนาคทันต์ คันทวยรูปพญานาค

พญานาคกับตำนานในพระพุทธศาสนา

ตามตำนาน พญานาค มีอยู่ก่อนสมัยพระพุทธเจ้าแล้ว ดังเช่น หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมพิเศษแล้ว ได้เสด็จไปตามเมืองต่างๆ เพื่อแสดงธรรมเทศนา มีครั้งหนึ่งได้เสด็จออกจากร่มไม้อธุปปาลนิโครธ ไปยังร่มไม้จิกชื่อ "มุจลินท์" ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ 7 วัน คราวเดียวกันนั้นมีฝนตกพรำๆ ประกอบไปด้วยลมหนาวตลอด 7 วัน ได้มีพญานาคชื่อ "มุจลินท์" เข้ามาวงด้วยขด 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะป้องกันฝนตกและลมมิให้ถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแล้ว คลายขนดออก แปลงเพศเป็นมานพมายืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า

ความเชื่อดังกล่าวทำให้ชาวพุทธสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก แต่มักจะสร้างแบบพระนั่งบนตัวพญานาค ซึ่งดูเหมือนว่าเอาพญานาคเป็นบัลลังก์ เพื่อให้เกิดความสง่างาม และทำให้คิดว่า พญานาค คือผู้คุ้มครองพระศาสดา

นาคสะดุ้ง...ที่ราวบันไดโบสถ์นั้นได้สร้างขึ้นตามความเชื่อถือ "บันไดนาค" ก็ด้วยความเชื่อดังกล่าว แม้ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ก็โดยบันไดแก้วมณีสีรุ้ง ที่เทวดาเนรมิตขึ้นและมีพญานาคจำนวน 2 ตน เอาหลังหนุนบันไดไว้

 

ความเชื่อในดินแดนต่างๆ ของไทย

รูปพญานาคแกะสลัก ประดับราชรถพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่โรงเมี้ยนโกศ วัดเชียงทอง หลวงพระบางในด้านของดินแดนสยามหรือประเทศไทยของเรานั้น ก็มีความเชื่อเรื่องนาคปรากฏอยู่มากมาย

ภาคเหนือ

มีตำนานเกี่ยวกับพญานาคอยู่เช่นกัน ดังในตำนานสิงหนวัติซึ่งเป็นตำนานเก่าแก่ของทางภาคเหนือเอง "เมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือ พญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่ และขอให้อยู่ในทศพิธราชธรรม พอตกกลางคืนก็ขึ้นมาสร้างคูเมืองเป็นเมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติ ต่อมายกทัพปราบเมืองอื่นได้และรวมดินแดนเข้าด้วยกันจึงเปลี่ยนชื่อเป็น แคว้นโยนกนคร ต้นวงศ์ของพญามังรายผู้ก่อกำเนิดอาณาจักรล้านนานั่นเอง"

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นาคล้วนมีส่วนร่วมในตำนานอย่างชัดเจน เช่น ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงเชื่อว่า แม่น้ำโขงเกิดจากการแถตัวของพญานาค นอกจากนี้ยังรวมถึงบั้งไฟพญานาค โดยมีตำนานว่าในวันออกพรรษาหรือเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พญานาคแห่งแม่น้ำโขงต่างชื่นชมยินดี จึงเฮ็ด(จุด)บั้งไฟถวายการเสด็จกลับของพระพุทธเจ้าจนกลายเป็นประเพณีทุกปี และเนื่องจากเชื่อว่าพญานาคเป็นเจ้าบาดาล เป็นผู้ให้กำเนิดน้ำ ดังนั้นเมื่อชาวนาจะทำพิธีแรกไถนา จึงต้องดูวัน เดือน ปี และทิศที่จะบ่ายหน้าควายเพื่อไม้ให้ควายลากไถไปในทิศที่ทวนเกล็ดนาค ไม่อย่างนั้นการทำนาจะเกิดอุปสรรคต่างๆ ขึ้น

นับว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ และเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงที่แท้จริง เพราะลูกไฟประหลาดหรือที่เรียกว่า "บั้งไฟพญานาค" นี้เกิดขึ้นเฉพาะในเขต จ.หนองคายเท่านั้น ตามแนวแม่น้ำโขง ไม่มีขึ้นที่อื่นแม้จะอยู่ตามริมแม่น้ำโขงเช่นกัน จึงนับได้ว่าหนองคายกับเวียงจันทน์ สมัยก่อนนั้นการปกครองและการสร้างเมืองโดยพญานาค จึงได้รับอิทธิพลนี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าจะถูกแยกการปกครอง และแยกประเทศออกจากกัน แต่ในความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ก็เป็นพื้นที่เดียวกัน ตำนานประเพณีต่างๆ ของคนแถบลุ่มแม่น้ำโขง จะเกี่ยวข้องกับพญานาคกันทั้งนั้น เพราะพญานาค หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร และความเป็นอยู่ของมนุษย์

 
พญานาคกับตำนานปรัมปราของไทย

ใต้เมืองโพนพิสัย

ลักษณะของอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคายที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ด้านหัวเมืองจะมีลำห้วยหลวงไหลออกมา เรียกว่า ปากห้วยหลวง ตรงข้ามกับอำเภอโพนพิสัย คือ บ้านโดน ที่ขึ้นกับเมืองปากงึม ทุกวันนี้มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเมืองบาดาลที่เชื่อว่าอยู่ใต้อำเภอโพนพิสัย ว่า ในหน้าแล้งจะมีหาดทรายขึ้นกลางแม่น้ำโขง แต่บริเวณอำเภอโพนพิสัยหาดทรายนี้จะขึ้นอยู่ฝั่งลาว บริเวณบ้านโดน วันหนึ่งในหน้าแล้งตอนเที่ยงวัน ได้มีหญิงสาวชาวบ้านโดนคนหนึ่ง ได้ลงมาตักน้ำเพื่อไปดื่ม โดยมีกระป๋องน้ำ(หาบครุ)ลงมาที่หาดทราย เพราะบริเวณนั้นมีน้ำออกบ่อ(น้ำริน)เมื่อลงมาแล้วได้หายไป ชาวบ้านลงมาเห็นแต่กระป๋องน้ำ (หาบครุ) พ่อ แม่ ต่างก็ตามหากันแต่ไม่พบ จนครบ 7 วัน เมื่อไม่เห็นลูกสาว และคิดว่าลูกสาวคงจมน้ำตายแล้ว จึงได้พร้อมกับญาติพี่น้อง ชาวบ้านจัดทำบุญอุทิศให้ ในตอนกลางคืนก็มีหมอลำสมโภช

จนเวลาต่อมาเวลาประมาณเที่ยงคืน ลูกสาวคนที่เข้าใจว่าจมน้ำตาย ก็ปรากฏตัวขึ้นที่บ้าน ขณะที่ชาวบ้านกำลังฟังหมอลำกันอยู่ ทำให้ญาติพี่น้องแตกตื่นกันเป็นอย่างมาก บางคนก็วิ่งหนีเพราะคิดว่าเจอผีหลอกเข้า สุดท้ายลูกสาวจึงได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง หลังจากที่ตั้งสติได้ และแล้วญาติพี่น้องก็เข่ามาร่วมวงนั่งฟัง หญิงสาวเล่าให้ทุกคนฟังว่า "วันนั้นอากาศร้อนมาก น้ำดื่มหมดโอ่ง เมื่อลงไปเพื่อจะตักน้ำ เมื่อวางกระป๋องน้ำ(หาบครุ) ปรากฏว่าเห็นมีหมู เหมือนกับว่าได้ยกเท้าหน้าเรียกให้เข้าไปหา ตนได้เดินเข้าไปหา แล้วหมูตัวนั้นก็บอกว่าให้หลับตา จะพาลงไปเมืองบาดาล พอหลับตาได้สักครู่ หมูตัวนั้นก็บอกให้ลืมตา

เมื่อลืมตาขึ้นปรากฏว่าตนมาอยู่อีกเมืองหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเมืองมนุษย์ มีดิน มีบ้านเรือนเรียงรายกันอยู่ แต่จะมีแปลกก็ตรงที่ ทุกคนจะนุ่งผ้าแดง และมีผ้าพันศีรษะเป็นสีแดงเหมือนกัน โดยด้านหน้าจะปล่อยให้ผ้าแดงห้อยลงเหมือนกับหัวงู เมื่อเดินตามชายคนนั้น (กลับร่างหมู กลายเป็นคน) ก็มีชาวบ้านถามกันว่า นำมนุษย์ลงมาทำไม (เพราะกลิ่นมนุษย์ต่างกับเมืองบาดาล) ชายคนนั้นก็บอกว่าพามาเที่ยวดูเมือง ได้เดินไปเรื่อยๆ เมื่อแหงนหน้ามองดูท้องฟ้ากลับปรากฏว่าเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ เหมือนสีขุ่นๆ ของน้ำ

ชายคนนั้นได้บอกว่า นี่เป็นเมืองบาดาล และเป็นเมืองหน้าด่าน ส่วนตัวเมืองหลวงนั้นยังอยู่อีกไกล และชาวเมืองจะมีงานสมโภชเมื่อถึงวันออกพรรษาของเมืองมนุษย์ ซึ่งถือว่าตลอด 3 เดือน ที่เข้าพรรษานั้นเหล่าชาวเมืองที่นี่ก็จะจำศีลปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า หลังจากที่เดินชมเมืองอยู่ไม่นาน ชายคนนั้นก็ได้นำขึ้นมาส่ง โดยการเดินมาทางเดิม ก็เป็นการเดินมาเรื่อยๆ แต่ได้ขึ้นมายืนอยู่บริเวณหาดทรายเหมือนเดิม แล้วก็ได้ขึ้นมาหาพ่อ แม่ นี้"

จากการเล่าของลูกสาว พ่อ แม่ ญาติพี่น้องจึงได้จัดงานทำบุญทำพิธีสู่ขวัญ เพื่อเป็นการต้อนรับขวัญให้กับลูกสาว ต่อมาอีก 7 วัน ลูกสาวก็ได้เจ็บป่วยและเสียชีวิตในที่สุด (เหตุการณ์นี้สอบถามได้จากผู้เฒ่า ผู้แก่ชาวโพนพิสัย คุ้มวัดศรีเกิดได้)

ทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะคะ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านเราไม่ขอแนะนำให้ทุกคนเชื่องมงายค่ะ "เชื่อในสิ่งที่เห็น" ดีที่สุดค่ะ
25  สมาชิก VIP / General Discussion / วันภาษาไทยแห่งชาติ 29 ก.ค. 2554 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2011, 10:36:49 AM
วันภาษาไทยแห่งชาติ 29 ก.ค. 2554



รู้กันหรือไม่ว่าภาษาไทยที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ ก็มีวันที่ระลึกถึงภาษาไทยของเราด้วยเหมือนกัน โดยในวันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี ประเทศไทยได้กำหนดให้เป็น "วันภาษาไทยแห่งชาติ"

ความเป็นมาของวันภาษาไทยแห่งชาติ

          สืบเนื่องจากคณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย และมีความห่วงใยในปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อภาษาไทย รวมถึงเพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งชาติได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือกันทำนุบำรุง ส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป จึงได้เสนอขอให้รัฐบาลประกาศให้วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เป็น วันภาษาไทยแห่งชาติ เช่นเดียวกับวันสำคัญอื่นๆ ที่รัฐบาลได้จัดให้มีมาก่อนแล้ว เช่น วันวิทยาศาสตร์,วันสื่อสารแห่งชาติ เป็นต้น และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 เห็นชอบให้วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ

เหตุผลที่เลือกวันที่ 29 กรกฎาคม เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ

          สำหรับเหตุผลที่เลือกวันที่ 29 กรกฎาคม เป็น วันภาษาไทยแห่งชาติ นั้นเพราะวันดังกล่าว ตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปเป็นประธาน และทรงร่วมอภิปรายในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องประชุมคณะอักษรศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 ทรงเปิดอภิปรายในหัวข้อ "ปัญหาการใช้คำไทย" โดยพระองค์ทรงดำเนินการอภิปรายและทรงสรุปการอภิปราย ที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยรวมถึงความห่วงใยในภาษาไทย ซึ่งเป็นที่ประทับใจกับผู้ร่วมเข้าประชุมในครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง

          สำหรับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนั้น มีใจความตอนหนึ่งว่า "เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษาก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สามคือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้... สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆ ก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่าๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก..."

          นับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของวงการภาษาไทย ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ซึ่งในโอกาสต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้ทรงแสดงความสนพระราชหฤทัยและความห่วงใยในภาษาไทยอีกหลายโอกาส อย่างในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 ที่ได้ทรงมีพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า "ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่า ได้มีการใช้คำออกจะฟุ่มเฟือย และไม่ตรงกับความหมายอันแท้จริงอยู่เนืองๆ ทั้งออกเสียงก็ไม่ถูกต้องตามอักขรวิธี ถ้าปล่อยให้เป็นไปดังนี้ ภาษาของเราก็มีแต่จะทรุดโทรม ชาติไทยเรามีภาษาของเราใช้เองเป็นสิ่งอันประเสริฐอยู่แล้ว เป็นมรดกอันมีค่าตกทอดมาถึงเราทุกคนจึงมีหน้าที่จะต้องรักษาไว้ ฉะนั้นจึงขอให้บรรดานิสิตและบัณฑิต ตลอดจนครูบาอาจารย์ได้ช่วยกันรักษาและส่งเสริมภาษาไทย ซึ่งเป็นอุปกรณ์และหลักประกันเพื่อความเจริญวัฒนาของประเทศชาติ"

          นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังมีพระปรีชาญาณและพระอัจฉริยะภาพในการใช้ภาษาไทย ทรงรอบรู้ปราดเปรื่องถึงรากศัพท์ของคำไทย คือ ภาษาบาลีและสันสกฤต ทรงพระอุตสาหะวิริยะแปลและเรียบเรียงวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะวรรณศิลป์ มีเนื้อหาสาระที่มีคุณค่า เป็นคติในการเสียสละเพื่อส่วนรวม และเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนในการใช้ภาษาไทย ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์แปลเรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ติโต พระราชนิพนธ์แปลบทความเรื่องสั้นๆ หลายบท และพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก เป็นต้น

วัตถุประสงค์ในการจัดวันภาษาไทยแห่งชาติ มีดังต่อไปนี้

           1. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์และนักภาษาไทย รวมทั้งเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้ทรงแสดงความห่วงใย และพระราชทานแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย

           2. เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542

           3. เพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกของคนไทยทั้งชาติ ให้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือร่วมใจกันทำนุบำรุงส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเป็นสมบัติวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป

           4. เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการใช้ภาษาไทย ทั้งในวงวิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งเพื่อยกมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานศึกษาทุกระดับ ให้มีสัมฤทธิผลยิ่งขึ้น

           5. เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐฯ และเอกชนทั่วประเทศ มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อเผยแพร่ความรู้ภาษาไทยในรูปแบบต่างๆ ไปสู่สาธารณชน ทั้งในฐานะที่เป็นภาษาประจำชาติ และในฐานะที่เป็นภาษาเพื่อการสื่อสารของทุกคนในชาติ

ประโยชน์ที่คาดว่าได้รับจากการมีวันภาษาไทยแห่งชาติ

           1. วันภาษาไทยแห่งชาติ จะทำให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐฯ และเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ และทบวงมหาวิทยาลัย ตระหนักในความสำคัญของภาษาไทย และร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นเตือน เผยแพร่ และเน้นย้ำให้ประชาชนเห็นความสำคัญของ "ภาษาประจำชาติ" ของคนไทยทุกคน และร่วมมือกันอนุรักษ์การใช้ภาษาไทยให้มีความถูกต้องงดงามอยู่เสมอ

           2. บุคคลในวงวิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาไทย โดยเฉพาะในวงการศึกษา และวงการสื่อสาร ช่วยกันกวดขันดูแลให้การใช้ภาษาไทยเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม มิให้ผันแปรเปลี่ยนแปลง จนเกิดความเสียหายแก่คุณลักษณะของภาษาไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ

           3. ผลสืบเนื่องในระยะยาว คาดว่าปวงชนชาวไทยทั่วประเทศจะตื่นตัวและสนใจที่จะร่วมกันฟื้นฟู ทำนุบำรุง ส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทย อันเป็นเอกลักษณ์และสมบัติวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติให้ดำรงคงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป

กิจกรรมในวันภาษาไทยแห่งชาติ

          กิจกรรมในวันนี้ ก็จะมีทั้งของสถาบันการศึกษา,หน่วยงานภาครัฐฯ และเอกชน ที่จะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดนิทรรศการ,การอภิปรายทางวิชาการ,การประกวดแต่งคำประพันธ์ ร้อยแก้ว ร้อยกรอง การขับเสภา การเล่านิทาน เป็นต้น

          ภาษาไทยถือเป็นภาษาแห่งชาติ และเป็นเอกลักษณ์ของชาติที่เราคนไทยควรภาคภูมิใจ เพราะบางประเทศไม่มีแม้กระทั่งภาษาที่เป็นของตัวเอง ดังนั้นเราควรอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่ และสืบทอดต่อไปให้ลูกหลานได้ศึกษา หากเราคนไทยไม่ช่วยกันรักษาไว้ สักวันหนึ่งอาจจะไม่มีภาษาไทยให้ลูกหลานใช้ก็เป็นได้

 กิจกรรม วันภาษาไทยแห่งชาติ ปี 2554

          นายสมชาย เสียงหลาย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม  แถลงข่าว วันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี 2554 โดยระบุว่า กระทรวงวัฒนธรรม จะจัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติในวันที่ 29  กรกฎาคมนี้ มีกิจกรรม เช่น นิทรรศการและกิจกรรมหมอภาษา การแสดงทางวัฒนธรรมโดยใช้ภาษาถิ่น รวมทั้งได้ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดทำดวงตราไปรษณีย์ที่ระลึกเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติเป็นครั้งแรกด้วย พร้อมกันนี้ได้สรรหาและคัดเลือกผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นเพื่อเป็นแบบอย่างแก่เยาวชน และสังคม ประจำปี 2554

สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัล วันภาษาไทยแห่งชาติ 2554 มีดังนี้

ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ได้แก่

            พระธรรมโกศาจารย์ (ศ.ดร.ประยูร ธมฺมจิตโต)

            ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิ่งแก้ว อัตถากร

            คุณหญิงคณิตา เลขะกุล

            นางชอุ่ม ปัญจพรรค์

            นายช่วย พูลเพิ่ม

            ศาสตราจารย์ธวัช ปุณโณทก

            ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.พูนพิศ อมาตยกุล

            ศาสนาจารย์ ดร.มะเนาะ ยูเด็น

            ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิจินตน์ ภาณุพงศ์

            ผศ.วิพุธ โสภวงศ์

            พล.ต.ม.ร.ว.ศุภวัฒย์ เกษมศรี

            นายอาจิณ จันทรัมพร

            ผศ.รอ.เสนีย์ วิลาวรรณ

ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น (ชาวไทย) ได้แก่

            นายกันตชาติ เกษมสันต์ ณ อยุธยา

            ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร

            นายธีรภาพ โลหิตกุล

            น.ส.นภา หวังในธรรม

            นายนิติพงษ์ ห่อนาค

            พล.ต.ประพาศ ศกุนตนาค

            นายประภัสสร เสวิกุล

            นายปราโมทย์ สัชฌุกร
         
            นายศุ บุญเลี้ยง

            นางสินจัย เปล่งพานิช

            น.ท.สุมาลี วีระวงศ์

            นายสัญญา คุณากร

            นางอารีย์ นักดนตรี

            นายเอนก นาวิกมูล

ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น (ชาวต่างประเทศ) ได้แก่

            ศ.ดร.เอสเธอร์ เวคแมน

            นางศริสตี แอนน์ เคนนีย์ บราวน์ฟิลด์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย

ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น ได้แก่

            พระราชประสิทธิคุณ (สุนันท์ สุภาจาโร)

            ดร.ฉันทัส ทองช่วย

            น.ส.นฤมล มั่นวงศ์วิโรจน์

            นายบุญธรรม เทิดเกียรติชาติ

            นายพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ

            นายมนัส สุขสาย

            นายเมืองดี นนทะธรรม

            ผศ.สนิท บุญฤทธิ์

            นายอินตา เลาคำ 
               
          ส่วน โครงการรางวัล เพชรในเพลง ครั้งที่ 8 ซึ่งจะมอบให้กับนักร้อง เพลงไทยสากล-ลูกทุ่ง ที่ออกเสียงได้ถูกต้องตามอักขระภาษาไทย มีผู้ได้รับการประกาศยกย่อง ดังนี้

รางวัลเชิดชูเกียรติผู้ประพันธ์เพลงดีเด่นในอดีต ได้แก่

            เพลงบ้านเรา ประพันธ์โดย นายชาลี อินทรวิจิตร

            เพลงกลิ่นโคลนสาบควาย ประพันธ์โดย คือ นายไพบูลย์ บุตรขัน

รางวัลประเภทการประพันธ์เพลงดีเด่นด้านภาษาไทย ได้แก่

            เพลงบ้านเราจะเหมือนเดิม ประพันธ์โดย นายประภาส ชลศรานนท์

            เพลงกราบดิน ประพันธ์โดย นายปฏิเวธ อุทัยเฉลิม (ฟองเบียร์)

            เพลงเพลงของเธอ ประพันธ์โดย นายสุทธิพงษ์ สมบัติจินดา

            เพลงเทียนไขไฟฟ้า ประพันธ์โดย นายสิปปภาส รักวงค์ (ปาน ประกาศิต)
         
รางวัลการขับร้องเพลงดีเด่นด้านภาษาไทย ได้แก่

           เพลงลิขิตรักจากเบื้องบน ขับร้องโดย นายอุเทน พรหมมินทร์

           เพลงขอไปให้ถึงดาว ขับร้องโดย น.ส.ธนพร แวกประยูร (ปาน ธนพร)

           เพลงสัญญาก่อนนอน ขับร้องโดย นายสร่างศัลย์ เรืองศรี (หนูมิเตอร์ อาร์สยาม)

           เพลงกลัว ขับร้องโดย น.ส.เตือนใจ ศรีสุนทร (ฝน ธนสุนทร)
26  สมาชิก VIP / General Discussion / เรื่องน่ารู้...ของยาลดความอ้วน เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2011, 10:33:15 AM
เรื่องน่ารู้...ของยาลดความอ้วน



เรื่องน่ารู้...สำหรับยาลดความอ้วน (ไทยโพสต์)

          กล่าวได้ว่ายาลดความอ้วนนั้น เป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเสียชีวิตได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่ผู้บริโภคไม่รู้เท่าทันอันตรายที่มากับยาลดความอ้วน ขณะเดียวกันเพราะการหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อต่าง ๆ ตลอดจนยาดังกล่าวหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป

          ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงได้ออกมาเผยให้ทราบถึงการแบ่งชนิดของยาลดความอ้วนที่มีจำหน่ายมากมายในท้องตลาด ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นข้อควรระวังในการเลือกรับประทานหรือซื้อยาลดความอ้วน ให้กับผู้ที่นิยมรับประทานยาลดน้ำหนัก

          สำหรับยาลดความอ้วนนั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามตำแหน่งของการออกฤทธิ์ โดยกลุ่มแรกเป็น ยาออกฤทธิ์ที่ทางเดินอาหาร ได้แก่

           1.สารที่พองตัวในกระเพาะอาหารโดยไม่ถูกย่อยสลายให้เป็นพลังงาน เช่น Glucomannan ซึ่งเป็นแป้งที่เป็นเส้นใยธรรมชาติสกัดจากหัวบุก แม้ไม่พบว่าสารกลุ่มนี้มีอันตรายโดยตรง แต่พบผลทางอ้อม เช่น หากรับประทานโดยดื่มน้ำไม่มากพอ อาจทำให้ทางเดินอาหารอุดตันและทำให้อุจจาระแข็งตัว

           2.สารยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไลเปส (Lipase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ย่อยไขมันให้อยู่ในรูปที่ร่างกายนำไปใช้ได้ ยาลดความอ้วนประเภทนี้ออกฤทธิ์ทำให้ไขมันประมาณ 1 ใน 3 ที่รับประทานเข้าไปไม่ถูกดูดซึม แต่ก่ออาการข้างเคียงคือ ไม่สามารถกลั้นอุจจาระได้ และอุจจาระจะไม่เกาะรวมกัน ขณะเดียวกันก็จะมีก๊าซและไขมันขับออกมาด้วย ทำให้การดูดซึมวิตามินที่ละลายไขมันผิดปกติ

          ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นยาออกฤทธิ์ที่สมองส่วนกลาง ซึ่งยากลุ่มนี้เป็นการมุ่งลดความอยากอาหาร หรือทำให้เกิดความรู้สึกอิ่ม โดยเพิ่มสารเคมีในสมองที่มีชื่อว่า Serotonin หรือ Catecholamine ซึ่งออกฤทธิ์ควบคุมความอยากอาหารและอารมณ์ และยาลดความอ้วนในกลุ่มที่ 2 นี้เองที่นำไปสู่อาการข้างเคียงที่ส่งผลต่อสุขภาพ บางชนิดส่งผลต่อลิ้นหัวใจ บางชนิดทำให้นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง เหงื่อออก คลื่นไส้ และหากใช้ไปนาน ๆ อาจเกิดภาวะติดยาได้

          จากผลดังกล่าวนี้ คือสาเหตุที่ทำให้ยาลดความอ้วนบางชนิดถูกเพิกถอนจากทะเบียนตำรับยา ซึ่งบางชนิดเป็นยาที่ห้ามขายในร้านทั่วไป เพราะจัดอยู่ในประเภทสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่ต้องสั่งใช้โดยแพทย์เท่านั้น ซึ่งคำแนะนำที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้บริโภคต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดี เมื่อคิดที่จะลดความอ้วนโดย "การใช้ยา"

          และที่สำคัญไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาที่ชี้ชวนให้เห็นแต่ผลดี โดยละเลย "ด้านมืด" ที่ไม่ว่าจะอ้วนแค่ไหนก็ไม่คุ้มพอที่จะเสี่ยง เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าการลดน้ำหนักที่ปลอดภัยนั้นยังมีวิธีอยู่มากมาย แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างไรก็ควรที่จะใจเย็น ๆ เพราะการลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกาย การควบคุมอาหารนั้น จะให้ผลยั่งยืนกว่าการใช้ยานั่นเอง
27  สมาชิก VIP / General Discussion / ทำงานยังไงให้เหมือนไม่ทำงาน? เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2011, 10:21:01 AM
ทำงานยังไงให้เหมือนไม่ทำงาน?



ทำงานยังไงให้เหมือนไม่ทำงาน? (หนังสือชีวิตเราเอาไงดี?)


          ฉันชอบบอกใครต่อใครว่า

          "ถ้าเราทำงาน...ให้เหมือนไม่ทำงาน เหมือนเรากำลังเล่นอะไรอยู่...เราก็จะสนุกกับการทำงานทุกวัน"

          หลายคนก็เลยสงสัยว่า

          "ทำยังไงวะ...ทำงานให้เหมือนไม่ทำงาน?"

กรรมวิธีง่าย ๆ ไม่ยาก มีดังต่อไปนี้

          1.  มองงานที่ทำเป็นเกมชนิดหนึ่ง แล้วเราเป็นตัวเอก ซึ่งต้องไม่มีวันตายตอนจบ แถมต้องจบอย่างดูดี ดูเป็นพระเอก และนางเอกของเรื่อง พยายามสร้างสถานการณ์ว่า ในแต่ละวันเราเจอด่านอะไรบ้าง? ใครเป็นมารที่มาคอยขวางความเจริญก้าวหน้าของเราบ้าง? แล้วเราจะใช้วิธีไหนฝ่าด่านไป? ที่สำคัญ! เราต้องไม่ฆ่าใคร เพราะเราเป็นพระเอกนางเอกนี่ ต้องเป็นคนดี เอาชนะใจคนด้วยความดี แล้วเราอาจจะได้ขำคนเดียว และสนุกกับการทำงานไป หัวเราะไป คิดแผนปราบมารไปเรื่อย ๆ

          2.  ถ้างานที่ทำมันเหมือน ๆ กันทุกวัน ไม่เห็นเหมือนเกมตรงไหน ไม่มีด่านอะไรมากมายให้ฟันฝ่า ไม่มีมารมาผจญ ทุกคนดีหมด นางอิจฉา ตัวร้ายก็ไม่มี เหมือนรายการช่วงสนทนาปัญหาบ้านเมือง รายงานไปอย่างเบื่อ ๆ หน่าย ๆ ข้อมูลว่ายังไง ทำไปอย่างนั้น ก็หาวิธีรื่นรมย์แบบอื่น ถ้าที่ทำงานมีเพลงฟังก็ดีหน่อย ยิ่งเป็นงานที่ไม่ต้องใช้สมองมาก แต่ใช้ความแม่นยำ ก็ใช้ช่วงเวลานั้นคิดอะไรเพลิน ๆ เพี้ยน ๆ หากเป็นงานที่ต้องพบเจอผู้คนแปลกหน้าบ่อย ๆ ก็หมั่นนินทาชาวบ้านในใจ จินตนาการให้เป็นเรื่องราวยิ่งดีแต่ไม่ควรเหม่อลอยมากนัก เพราะหากหัวหน้าทักจะได้ขานรับทัน ถ้าคุณยังได้ทำงานในห้องแอร์ คุณยังโชคดีกว่าคนข้างนอกอีกมาก



          3.  หากเป็นงานที่อยู่กับกองเอกสารมาก ๆ พยายามพักสายตาบ่อย ๆ ทำแบบเพลิน อย่าทำจนหักโหม การทำงานที่เกินกำลังมันจะยิ่งตอกย้ำว่าเรากำลังทำงานอยู่ แต่หากทำพอเพลิน ๆ ทำไป ๆ ก็หมดไปหนึ่งวันแล้ว มันก็เหมือนกับการที่เราสนใจกับบางสิ่งบางอย่าง แล้วเวลามันก็ผ่านไปเอง ตราบใดที่เราทำงานหนักเกินกำลัง มันก็เลี่ยงคำว่า "ทำงาน" ไปไม่ได้เลย


          4.  เป็นการยากที่จะทำให้รู้สึกเหมือนไม่ทำงาน ถ้าเราไม่สามารถเลือกเวลางานได้ ยิ่งเป็นลูกจ้าง ก็ยิ่งมีเวลางานชัดเจนจะง่วง เมื่อคืนเที่ยวดึก หรือหิว หากอยู่ในช่วงเวลางานก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อาการเบื่อมันก็เลยเกิดขึ้นตาม ฉันแนะนำให้เราลองคิดว่าเรากำลังทำอะไรที่มีคู่แข่งอยู่ ยิ่งเราช้าเท่าไหร่ เขายิ่งไปไกลกว่าเราเท่านั้น โอกาสที่จะได้เลื่อนขั้นไปพบกับงานที่แปลกใหม่ขึ้น ก็ยิ่งช้าลง มันอาจจะเพิ่มแรงให้เราเร่งเดินทางเพื่อให้ Game Over เร็ว ๆ และเราก็อยากให้ตัวเองได้คะแนนสูงสุดซะด้วยสิ!

          5.  เปลี่ยนงานที่ทำ ถ้ารู้สึกว่าตัวเองเริ่มเบื่อ อันนี้อาจยากสำหรับคนที่ยังยึดติดกับเงินเดือนเดิมที่ตัวเองได้รับ และกลัวสภาพคนตกงาน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็พยายามสนุกกับการดิ้นรน เลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น แต่หากไม่กังวลเรื่องเงินเดือน ไม่มีภาระใด ๆ ลองเปลี่ยนเหอะ! ตราบใดที่ตัวเองยังรู้สึกว่าทำอะไรอย่างอื่นได้อีก และทำได้ดีซะด้วย ถ้ามีสิทธิ์เลือกได้ ก็ควรจะเลือก เพราะช่วยเวลาทำงาน คือช่วยชีวิตที่เราต้องอยู่กับมันเกือบทั้งชีวิต อย่าบีบตัวเองว่าไม่มีสิทธิ์เลือกเพียงเพราะความกลัวของคุณเอง




          6.  อย่าทำงานเพื่อเงื่อนไขในชีวิตต่าง ๆ มากนัก เช่นสร้างเงื่อนไขว่าต้องทำเพื่อสิ่งนั้นสิ่งนี้ ต้องทำเพื่อผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เสียค่าเทอมให้ลูกเข้าโรงเรียนดี ๆ ซื้อเครื่องเสียงชุดใหม่ โทรศัพท์มือถือต้องเปลี่ยนรุ่นใหม่เดือนหน้า เอเงื่อนไขมากมาย ก็จะเกิดเป็นหน้าที่ เหมือนโดนบังคับให้ทำงานไปโดยปริยาย เพราะคุณได้สร้างภาระขึ้นมาจากมันมากแล้ว จะทิ้งก็ไม่ได้ คุณใช้ปริมาณสินทรัพย์เป็นตัวบ่งบอกความสำเร็จของคุณ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครรู้หรอกว่า สิ้นเดือนทีไร คุณทั้งดีใจและเสียใจพร้อม ๆ กัน แล้วคุณจะทำงานแบบที่จำใจต้องทำ ไม่ทำก็อาจตายได้ เมื่อมีข้อจำกัดมากมายขนาดนี้ ความสุขเดียวที่คุณจะได้จากมันคือ "วันสิ้นเดือน"

          ฉันยังถือว่าตัวเองโชคดีที่ไม่มีภาระมากมาย และเลือกทางเดินชีวิตได้ด้วยตัวเอง ฉันเลยสามารถเลือกเวลางานได้ เลือกเวลานอนได้ การทำงานทุกวันของฉัน คือการได้คิดถึงเรื่องนั้น เรื่องนี้ ห้องทำงานฉันเคลื่อนที่ได้ ได้ทุกที่ที่ฉันอยากจะไป ซึ่งมันก็ทำให้ชีวิตฉันสนุกได้ทุกวัน ฉันถึงพูดได้ว่า "ถ้าเราทำงานให้ไม่เหมือนทำงาน...ชีวิตเราก็จะสนุกทุกวัน"

          แต่ถ้าใครบางคนยังทำไม่ได้อย่างฉัน จะไม่เรียกว่า "งาน" ได้ยังไง? ในเมื่อตอกบัตรทุกวัน ฉันก็แค่อยากจะบอกว่า...

          "สวนสนุกยังมีเวลาเปิดปิด ยังต้องซื้อตั๋วเข้าชม ถ้าอยากสนุก...มันก็ต้องทำตามกฎกติกากันบ้าง แต่จะสนุกกับเครื่องเล่นชิ้นไหน? หรือเล่นอะไรแล้วอ้วกแน่? หรือแค่เข้าไปนั่งเฉย ๆ...คุณเลือกได้ทั้งนั้น ก็เหมือนกับชีวิต...ชีวิตของคุณเองก็จริง แต่ตอนเกิด...ก็ต้องแจ้งเกิด จะใช้ให้สนุกแค่ไหน...ตายเมื่อไหร่ก็ต้องออกบัตรเหมือนกัน"
28  สมาชิก VIP / ข่าวตลาดทอง / ทุบหุ้นโลก-ทองนิวไฮ เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2011, 12:40:36 PM
ทุบหุ้นโลก-ทองนิวไฮ


กูรูแห่เชียร์ซื้อหุ้นไทยโกยกำไรปตท.สผ.ยันผลงานปีนี้เข้าเป้า

ดัชนีบวกต่อ 6 จุด สวนทางหุ้นเอเชียถูกทิ้ง นักลงทุนกังวลหนี้สหรัฐ ไล่ซื้อทองดันนิวไฮ ศุภวุฒิไพบูลย์ เชียร์ลงทุนหุ้นไทย

ตลาดทุนโลกปั่นปวน หลังสหรัฐอเมริกายังไม่มีข้อตกลงเรื่องแก้ปัญหาหนี้ ส่งผลให้นักลงทุนเฮโลเข้าลงทุนในตลาดทองคำต่อเนื่อง ดันราคาทะยานขึ้นต่อเกือบ 20 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ทำให้ประเทศไทยต้องประกาศราคาถึง 3 ครั้ง ภายในวันที่ 26 ก.ค. รวมทั้งสิ้น 200 บาท สำหรับทองคำแท่งขึ้นจ่อทดสอบระดับ 2.3 หมื่นบาท

ขณะเดียวกัน ก็มีแรงเทขายหุ้นในเอเชียหลายตลาด รวมถึงดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าร่วงลงแรงกว่า 100 จุด แต่ดัชนีหุ้นไทยกลับสวนทางปรับตัวขึ้นปิดที่จุดสูงสุดของวันที่ 1,127.58 จุด บวก 6.54 จุด แต่มูลค่าการซื้อขายบางตาลงเหลือ 29,572 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติซื้อต่อ 1,816 ล้านบาท ซื้อตราสารหนี้จำนวน 6,694 ล้านบาท ขณะที่สถาบันทิ้งหุ้น 1,353 ล้านบาท

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวในงานสัมมนา “ส่องกล้องมองทิศทางเศรษฐกิจไทย...จะจัดทัพลงทุนอย่างไรในครึ่งปีหลัง 54?” ว่า สหรัฐจะต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะนานกว่ายุโรป ซึ่งอาจจะถึง 23 ปี และต้องติดตามภาวะช็อกหนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังนักลงทุนยังสามารถลงทุนในหุ้นได้ เพราะแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ยังเติบโตดี ส่วนตราสารหนี้ที่มีหนี้ต่ำก็น่าสนใจ ขณะเดียวกันควรบริหารความเสี่ยงด้วยการลงทุนในทองคำบ้าง แต่ในพอร์ตไม่ควรมีเกิน 5% เพราะราคาแกว่งตัวผันผวน

“เป็นสิ่งที่ตอบยากว่า เมื่อสหรัฐมีปัญหา แล้วเงินจะไหลเข้าตลาดหุ้นที่ไหน เพราะว่าในงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐเก็บสะสมเงินสดมากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แสดงว่าเงินอยู่กับที่ไม่ได้ไปไหน” นายศุภวุฒิ กล่าว

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า หุ้นยังน่าลงทุนต่อในครึ่งปีหลัง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐและยุโรปจะทำให้เงินไหลเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ แม้ว่าปัญหาหนี้ของสหรัฐน่าจะผ่านพ้นไปด้วยดี และไม่จำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 3 หรือ QE3

“ผมแนะนำลงทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ รวมถึงตราสารหนี้ และทองคำ” นายไพบูลย์ กล่าว

ด้าน บล.เครดิต สวิส ยังคงให้น้ำหนักลงทุนหุ้นบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) น้อยกว่าตลาด และลดราคาเป้าหมายลงจากหุ้นละ 183 บาท เหลือ 163 บาท เนื่องจากราคาน้ำมันล่วงหน้าปัจจุบัน และความเสี่ยงจากแหล่งขุดเจาะน้ำมันมอนทารา ออสเตรเลีย โดยคาดว่าหากไม่มีการซื้อกิจการปริมาณผลิตภัณฑ์จะทรงตัวจนถึงปี 2555 โดยปริมาณผลิตภัณฑ์จะเติบโต 15% ในปีหน้า และกำไรขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ คาดว่าการซื้อกิจการหลักจะเกิดขึ้นในปี 2555 ที่จะทำให้ปริมาณผลิตภัณฑ์เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และกังวลแผนซื้อกิจการเชิงรุกในช่วงที่ราคาน้ำมันแพงที่จะทำให้ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นลดลง

ราคาหุ้น PTTEP ปิดตลาดที่ 180.50 บาท ลดลง 3 บาท

นางเพ็ญจันทร์ จริเกษม รองผู้จัดการฝ่ายการเงิน PTTEP กล่าวว่า ไม่แปลกใจที่ บล.เครดิต สวิส ลดราคาเป้าหมายหุ้น PTTEP ลง เพราะที่ผ่านมามองราคาน้ำมันไม่ได้สูงอยู่แล้ว

ขณะที่พื้นฐานและการเติบโตของบริษัทก็ยังเป็นไปตามแผน ซึ่งปีนี้ปริมาณการขายก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 2.73 แสนบาร์เรล เทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งนับรวมมอนทาราที่เลื่อนไปปีหน้าแล้ว ส่วนการซื้อกิจการใหม่ๆ นั้นต้องรอบคอบและให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ถือหุ้น

 
Post Today
Last update : 7/26/2011 5:04:55 PM
29  สมาชิก VIP / General Discussion / ชมวิวริมโขง ณ อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2011, 05:24:27 PM
ชมวิวริมโขง ณ อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ



วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวไกลถึง "อุบลราชธานี" จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ที่สามารถเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นได้ก่อนพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทย เพราะตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศ และมีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองท่องเที่ยว ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และประเพณีดั้งเดิมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง โดยเฉพาะ อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอโขงเจียมและอำเภอสิรินธร



          อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ หรือเดิมชื่อ อุทยานแห่งชาติดงหินกอง มีเนื้อที่ประมาณ 50,000 ไร่ ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2524 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 33 ของประเทศ ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูลบริเวณแก่งตะนะ



          ซึ่งคำว่า "ตะนะ" จากการเล่าขานตามความเชื่อของชาวบ้านและประชาชนทั่วไป เดิมมาจากคำว่า "มรณะ" เนื่องจากบริเวณแก่งตะนะนี้ มีกระแสน้ำไหลที่เชี่ยวกราก และมีโขดหินใหญ่น้อยอยู่ทั่วไป ตลอดจนมีถ้ำใต้น้ำอยู่หลายแห่ง ชาวบ้านที่สัญจรทางน้ำหรือออกจับปลา มักประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตอยู่เป็นประจำ ชาวบ้านจึงเรียกแก่งนี้ว่า "แก่งมรณะ" ตามแรงบันดาลจากสภาพของสายน้ำที่ไหลผ่านแก่งนี้ ซึ่งต่อมาเรียกว่า "แก่งตะนะ" จึงตั้งเป็นชื่ออุทยานแห่งชาติ



          ภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและเนินเขาเตี้ย ๆ มียอดเขาบรรทัดเป็นจุดสูงสุด ความสูงประมาณ 543 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีแม่น้ำมูลและแม่น้ำโขงไหลผ่าน ตามแนวเขตทางด้านทิศเหนือไปออกประเทศลาว บริเวณแก่งตะนะจะมีสายน้ำที่เชี่ยวและลึก อีกทั้งยังมีถ้ำใต้น้ำหลายแห่ง จึงทำให้มีปลาอาศัยอยู่ชุกชุม ตรงกลางมีโขดหินขนาดใหญ่เป็นเกาะกลาง สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าแพะหรือป่าแดง จะมีป่าดิบเฉพาะบริเวณริมห้วยใหญ่เท่านั้น สภาพพื้นที่ส่วนมากเป็นหินทรายและพื้นที่ศิลา



สถานที่ท่องเที่ยว

          ดอนตะนะ เป็นดอนหรือเกาะกลางที่เกิดขวางแม่น้ำมูล มีความกว้างประมาณ 450 เมตร ยาวประมาณ 700 เมตร มีสะพานแขวนทอดข้ามทั้ง 2 ด้านของเกาะ  ทางตอนเหนือของดอนตะนะมีหาดทรายเหมาะแก่การพักผ่อน บนดอนตะนะยังมีป่าอยู่ทั่วไป เป็นสภาพป่าดงดิบแล้งมีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นในช่วงเช้า และช่วงเย็นจะมีการทำประมงของชาวบ้านรอบ ๆ เกาะ



          แก่งตะนะ เป็นแก่งกลางลำน้ำมูลที่ใหญ่ที่สุด กลางแก่งตะนะมีโขดหินทรายมหึมา เป็นเกาะกลางลำน้ำมูลที่เกิดจากลำน้ำมูลทั้งสองสายที่เชี่ยวกราก และจะกัดเซาะลงในแนวหินสูงประมาณ 1 เมตร ถ้าสังเกตเกาะกลางแก่งตะนะจะเห็นสิ่งก่อสร้างรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยฝรั่งเศสยังล่าอาณานิคม เพื่อใช้เป็นเครื่องชี้ร่องน้ำในการเดินเรือ บริเวณแก่งตะนะมีสายน้ำที่เชี่ยวและลึก ใต้ท้องน้ำเป็นหลุมหิน โขดหิน ทั้งยังมีโพรงถ้ำใต้น้ำหลายแห่ง จึงทำให้มีปลามาอาศัยบริเวณแก่งตะนะชุกชุม ช่วงที่เหมาะในการไปเที่ยว คือ เดือนพฤศจิกายน-มิถุนายน   




          น้ำตกตาดโตน เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมากแห่งหนึ่ง เกิดจากลำห้วยตาดโตนไหลผ่านลานหินแล้วตกลงสู่ที่ลุ่ม เกิดเป็นแอ่งน้ำสามารถลงเล่นน้ำได้ มีน้ำเย็นใสสะอาด บริเวณโดยรอบเป็นป่าไม้และดอกไม้นานาพรรณ นักท่องเที่ยวสามารถชมความงามของน้ำตกได้ ในเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี การเดินทาง ทางหลวงหมายเลข 2173 ซึ่งแยกจากทางหลวงหมายเลข 217 เข้าไปประมาณ  5 กิโลเมตร



          ลานผาผึ้ง เป็นพลาญหินทรายและหน้าผาชัน โดยหน้าผาจะหันหน้าสู่ด้านทิศตะวันออก เหมาะแก่การชมทิวทัศน์ช่วงพระอาทิตย์ขึ้น และสามารถมองเห็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ ในช่วงฤดูหนาวประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม จะได้ชมดอกไม้ป่า เช่น ดุสิตา สร้อยสุวรรณา กระดุมเงิน หยาดน้ำค้าง แววมยุรา เป็นต้น ลานผาผึ้งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 1.5 กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึง หรือจะเดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เลียบฝั่งแม่น้ำมูลได้เช่นกัน



          ถ้ำพระ หรือ ถ้ำภูหมาไน อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นชะง่อนผายื่นออกจากฝั่งแม่น้ำมูล กว้าง 45 เมตร ลึก 10 เมตร ภายในถ้ำพบศิลาจารึกและแท่นศึวลึงค์ (ฐานโยนี) อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 สมัยพระเจ้ามเหนทรวรมัน (เจ้าชายจิตรเสน) ปัจจุบันศิลาจารึกตัวจริงได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี



          น้ำตกรากไทร - ผารากไทร เป็นน้ำตกที่ไหลลงมาตามหน้าผา ผ่านรากไทรริมฝั่งแม่น้ำมูลมองดูคล้ายม่านมู่ลี่ บริเวณแห่งนี้ประกอบด้วยเฟิร์น ตะไคร่น้ำ และมอส ทำให้มีอากาศเย็นสบายสามารถเข้าชมได้ตลอดทั้งปี ใช้เส้นทางเดี่ยวกับถ้ำพระ ห่างจากถ้ำพระ ประมาณ 30 เมตร

          ผาด่าง เป็นจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ของแก่งตะนะ เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวแบบค้างคืนในป่า เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นลักษณะเดี่ยวกับผาชนะได แต่จะมองเห็นสองข้างของหน้าผา ด้านขาวจะมองเห็นเขื่อนสิรินธร ด้านซ้ายจะมองแห่งผืนป่าของประเทศลาว ด้านหน้าจะมองเห็นหมู่บ้านของชาวลาว และภูเขาที่สูงตะง่านสลับซับซ้อนกัน รวมถึงมองเห็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงของลาวคือสะพานปากแซ



          สะพานแขวน เป็นสะพานแขวนคนเดินข้ามที่ยาวที่สุดในประเทศ ที่เชื่อมจากฝั่งที่ทำการกับดอนตะนะทั้งสองข้าง โครงสร้างเป็นเหล็กยึดโยงด้วยลวดสลิงขนาดใหญ่ ยาวประมาณข้างละ 295 เมตร เป็นจุดชมวิวสองฝั่งแม่น้ำมูลเหนือแก่งตะนะ และใช้เดินข้ามเข้าไปชมธรรมชาติบนดอนตะนะได้อย่างเพลิดเพลิน

          ทั้งนี้ บริเวณที่ทำการอุทยานฯ  มีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว สอบถามรายละเอียดได้ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทรศัพท์             0 2562 0760       หรือ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ โทรศัพท์ 0 4540 6887-8



การเดินทาง

          รถยนต์

          อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ อยู่ห่างจากจังหวัดอุบลราชธานีประมาณ 90 กิโลเมตร และสามารถเดินทางมาได้ 2 เส้นทาง คือ

          • จากจังหวัดอุบลราชธานีไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 217 ผ่านอำเภอวารินชำราบ กิ่งอำเภอสว่างวีระวงศ์ ถึงอำเภอพิบูลมังสาหาร แยกเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2173 ผ่านอำเภอสิรินธร ถึงสามแยกตลาดนิคม 2 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2296 สุดทางจะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ

          • จากจังหวัดอุบลราชธานีไปตามเส้นทางเดียวกับเส้นทางแรก เมื่อถึงอำเภอพิบูลมังสาหารเลี้ยวซ้ายข้ามสะพานพิบูลมังสาหาร 200 ปี เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2222 (ถนนพิบูลมังสาหาร-โขงเจียม)

          1. ก่อนถึงอำเภอโขงเจียม ประมาณ 4 กม. เลี้ยวขาวผ่านสันเขื่อนปากมูล ประมาณ 1.2 กม. ถึงสามแยก เลี้ยวซ้าย ถึงด่านแก่งตะนะ

          2. ผ่านเข้าตัวอำเภอโขงเจียม ข้ามสะพานโขงเจียมไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2173 ถึงบ้านหนองชาด ซึ่งห่างจากอำเภอโขงเจียม 6 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2296 สุดเส้นทางถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ
30  สมาชิก VIP / General Discussion / ตามรอยอาณาจักรโบราณ...จักรวรรดิขแมร์ เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2011, 05:16:10 PM
ตามรอยอาณาจักรโบราณ...จักรวรรดิขแมร์



กรณีพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชากลับมาเป็นประเด็นร้อนในช่วงปีสองปีมานี้ และเรื่องบานปลายกระทั่งทางกัมพูชายื่นร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ให้ตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี พ.ศ.2505 ที่ครั้งนั้น คณะผู้พิพากษามีมติ 9 ต่อ 3 ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา จนมาครั้งนี้ ทางฝ่ายไทยและกัมพูชาก็ยังมีปัญหาเรื่องของการปักปันเขตแดนในพื้นที่ทับซ้อนที่เกิดความเข้าใจไม่ตรงกันขึ้นมาอีก ทำให้สถานการณ์ชายแดนเป็นไปอย่างตึงเครียด




        หากย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศนี้ ต้องบอกว่า มีความเกี่ยวข้องกันมาอย่างยาวนาน และเคยผลัดกันเรืองอำนาจในแต่ละช่วงสมัย อย่างที่เราทราบดีอยู่แล้วว่า ในอดีต ยุคที่เรืองอำนาจมากที่สุดของสยามประเทศ ก็คือสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ครองความเป็นราชธานีมาถึง 417 ปี และยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคสุวรรณภูมิ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาเอง ยุคที่เรืองอำนาจมากที่สุดก็คือ ยุค "จักรวรรดิขแมร์" หรือ "อาณาจักรขอม" เพราะสามารถเผยแผ่อาณาเขตไปได้เกือบทั่วทั้งคาบสมุทรอินโดจีน



แผนที่จักรวรรดิขแมร์ประมาณ พ.ศ. 1443 (สีแดง)



        วันนี้ เราลองไปตามรอยความสัมพันธ์ของ "จักรวรรดิขแมร์" กับ "กรุงศรีอยุธยา" กันดูว่ามีประวัติศาสตร์ความเป็นมาเช่นไร

        จักรวรรดิขแมร์ หรืออาจเรียกว่า อาณาจักรเขมร หรือ อาณาจักรขอม เป็นหนึ่งในอาณาจักรโบราณที่ครองความยิ่งใหญ่ในช่วงปี พ.ศ.1345-พ.ศ.1974 ซึ่งถือเป็นยุคที่ 3 ของประวัติศาสตร์กัมพูชา โดยก่อนหน้าที่จะมาเป็นจักรวรรดิขแมร์นั้น อาณาจักรฟูนันซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ครอบคลุมทั้งพื้นที่ประเทศกัมพูชา เวียดนามตอนใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย บางตอนของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และภาคใต้ของไทย ลงมาถึงแหลมมลายู ได้ครองความยิ่งใหญ่ในแถบอินโดจีนมาก่อนในราวพุทธศตวรรษที่ 6 (พ.ศ.611 – พ.ศ.1093 ) และได้ขยายอาณาเขตไปยังแคว้นเจนฬะ (ปัจจุบันคือที่ตั้งประเทศกัมพูชา) ก่อนที่ในปี พ.ศ.1093 แคว้นเจนฬะจะได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาแทนที่อาณาจักรฟูนัน

        ต่อมาในช่วงปี พ.ศ.1345 แคว้นเจนฬะได้เสื่อมอำนาจลง จักรวรรดิขแมร์ เริ่มครองความยิ่งใหญ่แทนที่แคว้นเจนฬะ โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ประกาศเอกราชจากแคว้นศรีวิชัย และรวบรวมจักรวรรดิขแมร์ทางใต้ให้เป็นปึกแผ่นขึ้นมา ทำให้สมัยนั้นจักรวรรดิขแมร์ มีอาณาเขตครอบคลุมทั้งกัมพูชา พื้นที่บางส่วนของประเทศไทย ลาว รวมทั้งบางส่วนของเวียดนามในปัจจุบันอีกด้วย นับเป็นอาณาจักรที่มีแสนยานุภาพมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ เวลานั้น และมีการย้ายเมืองหลวงถึง 3 ครั้งในช่วงเวลาที่ครองอำนาจ โดยเมืองหลวงแรกคือ เมืองหริหราลัย ช่วงปี พ.ศ.1345-1432 จากนั้นย้ายไปเมืองยโสธรปุระ ในปี พ.ศ.1432 ต่อมาในปี พ.ศ.1471 ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 จึงย้ายเมืองหลวงไปยังเมืองเกาะแกร์ และเป็นเมืองหลวงอยู่จนปี พ.ศ.1487 จึงได้ย้ายกลับมาที่ยโสธรปุระอีกครั้งจนถึงปี พ.ศ.1974



        ในยุคสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 เรื่อยมา จักรวรรดิขแมร์ เรืองอำนาจเป็นอย่างมาก มีการสร้างศาสนาสถานรูปแบบขอม และฮินดู ตามศาสนาที่นับถืออยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะมรดกโลกที่สำคัญก็คือ นครวัด นครธม รวมทั้งปราสาทหินต่าง ๆ มากมาย เพื่อเป็นการแสดงแสนยานุภาพ และบูชาเทพเจ้า

        ต่อมา จักรวรรดิขแมร์ ในช่วงยุคกลางเริ่มอ่อนกำลังลง ประเทศราชเริ่มแยกตัวเป็นรัฐอิสระมากขึ้น รวมทั้งยังเสียดินแดนบางส่วนให้กับอาณาจักรสุโขทัยที่เรืองอำนาจขึ้นมา ขณะที่ประชาชนก็เริ่มหันไปนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทแทนศาสนาฮินดู ทำให้การก่อสร้างศาสนสถานที่อลังการสิ้นสุดลงตามไปด้วย โดยเปลี่ยนมาเป็นการสร้างวัดวาอาราม และหล่อพระพุทธรูปแทน



แผนที่อาณาจักรอยุธยาประมาณ พ.ศ. 1953 (สีฟ้าเข้ม)


        จนกระทั่งในราวพุทธศตวรรษที่ 19 "กรุงสุโขทัย" เริ่มเสื่อมอำนาจลง ขณะที่ "กรุงศรีอยุธยา" เริ่มมีอำนาจมากขึ้น จนสามารถขยายอาณาเขตไปทั่วทุกทิศ ก่อนที่ในปี พ.ศ.1896 กรุงศรีอยุธยาจะได้เข้าตีเมืองยโสธรปุระอันเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิขแมร์ และกวาดต้อนประชาชนไปเป็นจำนวนมาก ในที่สุดชาวกรุงศรีอยุธยาก็สามารถตีเมืองยโสธรปุระแตก เป็นเหตุให้ "จักรวรรดิขแมร์" ตกเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยานับแต่นั้นเป็นต้นมา

        อย่างไรก็ตาม แม้จักรวรรดิขแมร์จะตกเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา แต่ก็ยังไม่ล่มสลายไปเสียทีเดียว เพราะยังดำรงความเป็นศูนย์กลางการปกครองของกัมพูชามาได้จนถึงปี พ.ศ.1974 ก่อนที่จักรวรรดิขแมร์จะสิ้นสุดลงจนไม่สามารถครองความเป็นศูนย์กลางการปกครองได้อีกต่อไป เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ส่งทัพบุกมาตีเมืองยโสธรปุระอีกครั้งในปี พ.ศ.1974 ทำให้กษัตริย์เขมรทรงเลือกที่จะหลบหนี และย้ายราชธานีไปตั้งในที่ใหม่ มีชื่อว่า พนมเพ็ญจัตุรมุขจะรามเชียม หรืออาณาจักรจตุรมุข ซึ่งก็ยังมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา และนับเป็นการสิ้นสุดยุคจักรวรรดิขแมร์อันเกรียงไกรอย่างแท้จริง

        หลังจากยุคจักรวรรดิขแมร์ มาจนถึงอาณาจักรจตุรมุข อาณาจักรละแวก จนถึงยุคมืดของกัมพูชา อาณาจักรเหล่านี้ ก็ยังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกรุงศรีอยุธยา ไล่มาจนถึงกรุงธนบุรี และเลยมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมาเกิดสงครามอานามสยามยุทธในสมัยรัชกาลที่ 3 ทำให้กัมพูชากลายเป็นรัฐอารักขาระหว่างสยามและญวณ ก่อนที่จะตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในเวลาต่อมา
หน้า: 1 [2] 3 4

Powered by MySQL Powered by PHP Valid XHTML 1.0! Valid CSS!