ค่ากำเหน็จทองคืออะไร คิดยังไง ทำไมขายคืนไม่ได้เงินส่วนนี้

ค่ากำเหน็จคือเงินที่ร้านทองบวกเพิ่มจากมูลค่าเนื้อทอง เมื่อเราซื้อทองรูปพรรณ เช่น สร้อย แหวน หรือกำไล เงินส่วนนี้เป็นค่าทำชิ้นงาน ค่าใช้จ่ายของร้าน และกำไรรวมกัน ส่วนทองคำแท่งโดยทั่วไปไม่มีค่ากำเหน็จ และเมื่อนำทองรูปพรรณไปขายคืน ร้านจะคิดราคาจากเนื้อทองเป็นหลัก ค่ากำเหน็จทองที่จ่ายไปจึงไม่ได้กลับคืนมา
ค่ากำเหน็จคืออะไร อธิบายแบบเข้าใจง่าย
ลองนึกถึงการซื้อเสื้อเชิ้ตสักตัว ราคาเสื้อไม่ได้มีแค่ค่าผ้า แต่รวมค่าตัดเย็บ ค่าเช่าร้าน และกำไรของร้านไว้ด้วย ทองรูปพรรณก็คิดแบบเดียวกัน “ผ้า” คือเนื้อทองคำ ส่วน “ค่าตัดเย็บและค่าดำเนินการ” คือค่ากำเหน็จ
สมาคมค้าทองคำอธิบายว่า ค่ากำเหน็จเป็น “ค่าการตลาด” ของร้านทอง ซึ่งรวมหลายอย่างไว้ในก้อนเดียว (ดูคำถามที่พบบ่อยของสมาคมค้าทองคำ) ได้แก่
- ค่าผลิตทองให้เป็นลวดลายต่าง ๆ ยิ่งลายทำยาก ค่าผลิตก็ยิ่งสูง
- ค่าบริหารร้าน เช่น ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ
- กำไรจากการค้าของร้าน
ดังนั้นถ้าจะเขียนเป็นสูตรง่าย ๆ ราคาทองรูปพรรณที่เราจ่ายจะหน้าตาประมาณนี้
ราคาที่จ่าย = มูลค่าเนื้อทองตามราคาที่สมาคมค้าทองคำประกาศ + ค่ากำเหน็จของชิ้นนั้น (+ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้าร้านจดทะเบียน VAT)
ถ้าอยากรู้ว่าราคาทองที่ใช้เป็นฐานมาจากไหน อ่านต่อได้ที่ สมาคมค้าทองคำประกาศราคาอย่างไร และดูตัวเลขล่าสุดได้ที่หน้า ราคาทองวันนี้
ทำไมทองรูปพรรณมีค่ากำเหน็จ แต่ทองคำแท่งไม่มี
ทองคำแท่งผลิตเป็นแท่งหรือแผ่นรูปทรงมาตรฐาน มีไว้เพื่อเก็บออมและลงทุนเป็นหลัก ไม่ต้องออกแบบลาย ไม่ต้องเชื่อมข้อต่อ ราคาซื้อขายจึงอิงราคาทองที่ประกาศได้โดยตรง
ทองรูปพรรณไม่เหมือนกัน ช่างต้องนำทองมาขึ้นรูป ทำลาย ประกอบข้อต่อ และขัดเงา บางชิ้นใช้แรงงานและเวลามาก ต้นทุนเหล่านี้จึงถูกรวมไว้ในค่ากำเหน็จ
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ไม่มีค่ากำเหน็จ” ไม่ได้แปลว่าทองแท่งไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นเลย สมาคมค้าทองคำระบุว่าการซื้อทองคำแท่งอาจมีค่าบล็อกหรือค่าแพ็กเกจ ขึ้นกับผู้ประกอบการแต่ละราย รายละเอียดการเปรียบเทียบทั้งสองแบบอยู่ในบทความ ทองแท่ง vs ทองรูปพรรณ ซื้อแบบไหนคุ้ม
ค่ากำเหน็จทอง 1 บาท เท่าไร ทำไมแต่ละร้านไม่เท่ากัน
คำถามยอดฮิตคือ ค่ากำเหน็จทอง 1 บาท ต้องจ่ายเท่าไร คำตอบที่ตรงที่สุดคือ “ไม่มีราคาตายตัว” หน้าคำถามที่พบบ่อยฉบับเดิมของสมาคมค้าทองคำเคยแนะนำค่ากำเหน็จขั้นต่ำไว้ 500 บาทต่อทองหนึ่งบาท และย้ำว่าไม่ใช่ราคาบังคับ แต่ตัวเลขนี้เขียนไว้นานแล้ว ปัจจุบันราคาทองรูปพรรณขายออกที่สมาคมประกาศสูงกว่าราคาทองคำแท่งขายออกราว 800 บาท (ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569) ค่ากำเหน็จที่ร้านคิดจริงจึงมักสูงกว่า 500 บาท และต่างกันไปตามต้นทุนของแต่ละชิ้นงานและแต่ละร้าน
สิ่งที่ทำให้ค่ากำเหน็จต่างกันมีหลัก ๆ 3 เรื่อง
1. ลวดลายและความยากของงาน
สร้อยลายเรียบที่ผลิตได้ทีละมาก ๆ มักมีค่ากำเหน็จต่ำกว่าลายละเอียดที่ต้องใช้ฝีมือช่างหรือมีชิ้นส่วนหลายชิ้น เหมือนเสื้อสำเร็จรูปกับเสื้อสั่งตัดที่ราคาต่างกัน
2. น้ำหนักของชิ้นงาน
ชิ้นเล็กไม่ได้แปลว่าค่ากำเหน็จจะลดลงตามน้ำหนักเสมอ เพราะงานชิ้นเล็กก็ยังต้องผ่านขั้นตอนใกล้เคียงกัน ตัวอย่างในหน้าคำถามของสมาคมฯ ใช้ค่ากำเหน็จเท่ากันทั้งทองหนัก 1 สลึง 2 สลึง และ 1 บาท เมื่อคิดเทียบต่อน้ำหนัก ชิ้นเล็กจึงแพงกว่า ตารางด้านล่างใช้ตัวเลข 500 บาทเพื่อให้เห็นหลักคิด
| น้ำหนักทองรูปพรรณ | ค่ากำเหน็จ (ตัวเลขตัวอย่าง) | คิดเทียบเป็นค่ากำเหน็จต่อทอง 1 บาท |
|---|---|---|
| 1 สลึง | 500 บาท | ประมาณ 2,000 บาท |
| 2 สลึง | 500 บาท | ประมาณ 1,000 บาท |
| 1 บาท | 500 บาท (ลายยากอาจสูงกว่า) | 500 บาท |
| 2 บาท | 1,000 บาท | 500 บาท |
หมายเหตุ: ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นหลักคิดเท่านั้น ค่ากำเหน็จจริงแต่ละร้านและแต่ละลายมักสูงกว่านี้
3. ร้านและทำเลที่ตั้ง
ค่ากำเหน็จรวมค่าเช่าที่ ค่าพนักงาน และกำไรของร้านไว้ด้วย ร้านที่มีต้นทุนต่างกันจึงตั้งค่ากำเหน็จต่างกันได้ ทางที่ดีคือดูฉลากที่ถาดทอง ตามที่สมาคมค้าทองคำสรุปหลักเกณฑ์ของ สคบ. ไว้ ฉลากควรแสดงค่าแรงหรือค่ากำเหน็จ ซึ่งจะเขียนเป็นช่วงราคาก็ได้แต่ไม่ควรกว้างเกินไป แล้วลองเทียบหลายร้านก่อนตัดสินใจ
ค่ากำเหน็จมีผลอย่างไรตอนขายทองคืน
ตอนขายคืน ร้านทองจะไม่คืนค่ากำเหน็จให้ เพราะร้านรับซื้อ “เนื้อทอง” ไม่ได้รับซื้อ “ค่าแรง” ตามหลักเกณฑ์ที่สมาคมค้าทองคำอธิบาย ร้านจะรับซื้อทองรูปพรรณคืนตามราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณที่สมาคมฯ ประกาศ หรือหักได้ไม่เกิน 5% จากราคารับซื้อทองคำแท่งของวันที่ขาย และเกณฑ์หักไม่เกิน 5% นี้ใช้กับทองที่ซื้อไปจากร้านนั้นเอง (คำนิยามและหลักเกณฑ์จากสมาคมค้าทองคำ)
ลองดูตัวอย่าง (ตัวเลขสมมติ) โดยสมมติว่าวันที่ซื้อกับวันที่ขาย ราคาทองเท่ากันพอดี
- ราคาทองคำแท่ง ขายออกบาทละ 40,000 บาท รับซื้อบาทละ 39,900 บาท
- ซื้อสร้อยหนัก 1 บาท ค่ากำเหน็จ 800 บาท จ่ายรวม 40,800 บาท (ยังไม่คิด VAT)
- นำกลับไปขายคืนร้านเดิม ถ้าร้านหักเต็มเพดาน 5% ของราคารับซื้อทองคำแท่ง จะได้ประมาณ 39,900 − 1,995 = 37,905 บาท
เงินที่หายไปราว 2,900 บาทในตัวอย่างนี้ มาจากสามส่วน คือ ค่ากำเหน็จ 800 บาทที่ไม่ได้คืน ส่วนต่างราคาซื้อกับราคารับซื้อ 100 บาท และส่วนที่ร้านหักตอนรับซื้ออีก 1,995 บาท นี่คือเหตุผลที่ทองรูปพรรณซื้อแล้วขายในเวลาสั้น ๆ มักขาดทุน แม้ราคาทองจะขยับขึ้นบ้าง เพราะราคาต้องขึ้นมากพอจะชดเชยต้นทุนทั้งหมดนี้ก่อน
ตัวเลข 5% เป็นเพดานสูงสุด บางร้านอาจหักน้อยกว่านี้ และถ้านำไปขายต่างร้าน เกณฑ์นี้อาจไม่ครอบคลุม จึงควรถามนโยบายรับซื้อคืนตั้งแต่ตอนซื้อ ดูสิ่งที่ผู้ซื้อควรรู้เพิ่มเติมได้ใน สิทธิผู้ซื้อทอง สิ่งที่ต้องดูก่อนซื้อและขายคืน
VAT กับค่ากำเหน็จ คิดจากส่วนไหน
อีกเรื่องที่หลายคนสงสัยคือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งแยกเป็นสองกรณี
- ทองคำแท่ง ที่ยังไม่ได้ทำเป็นรูปพรรณ และมีเนื้อทองไม่ต่ำกว่า 96.5% ได้รับยกเว้น VAT ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
- ทองรูปพรรณ ร้านที่จดทะเบียน VAT ไม่ต้องคิดภาษีจากราคาขายทั้งหมด แต่คิดจาก “ส่วนต่าง” ระหว่างราคาขายทองรูปพรรณ (รวมค่ากำเหน็จ แต่ยังไม่รวม VAT) กับราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณที่สมาคมค้าทองคำประกาศในวันที่ขาย และต้องแสดงตัวเลขเหล่านี้ไว้ในใบกำกับภาษี (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 107)
พูดง่าย ๆ คือ VAT ของทองรูปพรรณคิดจากส่วนที่เกินราคารับซื้อคืน ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือค่ากำเหน็จกับส่วนต่างราคา ไม่ได้คิดจากเนื้อทองทั้งชิ้น
ตัวอย่าง (ตัวเลขสมมติ) ราคาขายสร้อยรวมค่ากำเหน็จ 40,800 บาท ราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณที่ประกาศในวันนั้น 39,100 บาท ส่วนต่างคือ 1,700 บาท ถ้าอัตรา VAT เป็น 7% ภาษีจะอยู่ที่ประมาณ 119 บาท ไม่ใช่ 7% ของ 40,800 บาท
อัตรา VAT ให้ยึดตามที่กฎหมายกำหนดในช่วงเวลาที่ซื้อ (หลายปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 7% รวมภาษีท้องถิ่น) และเวลาซื้อควรถามร้านให้ชัดว่าราคาที่แจ้งรวม VAT แล้วหรือยัง
เช็กลิสต์ก่อนจ่ายค่ากำเหน็จ
- ดูป้ายราคาทองประจำวันที่ร้านติดไว้ เทียบกับราคาที่สมาคมค้าทองคำประกาศ
- ดูฉลากที่ถาด ว่ามีประเภทสินค้า น้ำหนักเป็นกรัม ความบริสุทธิ์ และค่ากำเหน็จครบหรือไม่
- ถามแยกให้ชัดว่า ค่าเนื้อทองเท่าไร ค่ากำเหน็จเท่าไร และ VAT เท่าไร
- ถ้าซื้อเพื่อเก็บออม ลองเทียบค่ากำเหน็จต่อน้ำหนัก ชิ้นเล็กหลายชิ้นอาจเสียค่ากำเหน็จรวมมากกว่าชิ้นใหญ่ชิ้นเดียวที่น้ำหนักเท่ากัน
- ถามเงื่อนไขการรับซื้อคืน และเก็บใบรับหรือใบกำกับภาษีไว้ให้ดี
ถ้าอยากเห็นว่าราคาทองในอดีตเคลื่อนไหวมากน้อยแค่ไหน ดูได้ที่ ราคาทองคำย้อนหลัง
คำถามที่พบบ่อย
ค่ากำเหน็จทอง 1 บาท ปกติเท่าไร
ไม่มีราคาตายตัว สมาคมค้าทองคำเคยแนะนำขั้นต่ำไว้ 500 บาทต่อทองหนึ่งบาทแต่ไม่บังคับ ปัจจุบันร้านส่วนใหญ่คิดสูงกว่านั้น โดยเฉพาะลายที่ทำยากหรือชิ้นเล็ก ควรดูฉลากที่ถาดและเทียบหลายร้าน
ขายทองรูปพรรณคืน ได้ค่ากำเหน็จคืนไหม
ไม่ได้ ร้านรับซื้อคืนตามมูลค่าเนื้อทอง โดยอิงราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณที่สมาคมฯ ประกาศ หรือหักไม่เกิน 5% จากราคารับซื้อทองคำแท่ง ในกรณีขายคืนร้านที่ซื้อมา
ซื้อทองคำแท่งต้องจ่ายค่ากำเหน็จไหม
โดยทั่วไปไม่มีค่ากำเหน็จ แต่ผู้ประกอบการบางรายอาจเก็บค่าบล็อกหรือค่าแพ็กเกจ ควรถามค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนซื้อ
ค่ากำเหน็จต่อรองได้ไหม
ค่ากำเหน็จเป็นราคาที่แต่ละร้านกำหนดเอง และสมาคมค้าทองคำระบุว่าตัวเลขแนะนำไม่ใช่ราคาบังคับ ผู้ซื้อจึงสอบถามและเปรียบเทียบได้ ส่วนร้านจะลดให้หรือไม่ขึ้นกับนโยบายของแต่ละร้าน
บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขที่ใช้ยกตัวอย่างเป็นตัวเลขสมมติ ราคาและค่าใช้จ่ายจริงขึ้นกับร้านและช่วงเวลา ก่อนซื้อขายควรสอบถามร้านและตรวจสอบราคาประกาศล่าสุดทุกครั้ง
